ร้อนที่สุดของการเมืองช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นการออกมาเปิดเผยรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับสำนวน “ฮั้ว สว.” ของพรรคฝ่ายค้าน นำโดย “พรรคประชาชน (ปชน.)” ที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นรายละเอียดที่อ้างว่า กระทำผิดกฎหมาย หวังให้เกิดผลกระทบกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล และสว. ที่ถูกเรียกว่าเป็น “พรรคสีน้ำเงิน” โดยกดดันให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งสำนวนฮั้ว สว. ที่มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน ส่งไปที่ศาลฎีกา พร้อมทั้งขู่ว่า หาก กกต.ไม่ส่งคำร้องไปทั้งหมด จะยื่นคำร้องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบว่า กระทำความผิดตามมาตรา 157 หรือไม่

ก่อนหน้านั้น “สำนักงาน กกต.” แจ้งความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. โดยวันนี้ กกต.ได้พิจารณา รับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนเสร็จสิ้นแล้ว และเนื่องจากสำนวนดังกล่าวมีข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานบางส่วนที่จำเป็นที่ต้องขอพยานหลักฐาน เพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนั้น เพื่อให้การพิจารณาลงมติเป็นไปโดยละเอียดรอบคอบ จึงกำหนดนัดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. ในวันที่ 14 ก.ย. 69

ด้าน “นายณรงค์ รักร้อย” หนึ่งใน กกต. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่ กกต. เตรียมลงมติจะเอาผิดผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีฮั้ว สว. เพียงแค่ 10 คน ว่า ที่ประชุม กกต. ได้พิจารณาสำนวนเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา และกกต.ทั้ง 7 คนจะนัดลงมติพร้อมกันในวันที่ 14 ก.ย. ซึ่งการเว้นระยะเวลา เนื่องจากมีบางประเด็นต้องสอบถาม และหาข้อมูลเพิ่มเติม อีกทั้งการลงมติจะต้องมีเหตุผลประกอบอย่างรอบคอบ ยืนยันว่าในที่ประชุมไม่มีการพูดคุยล่วงหน้า ว่าจะชี้มูลกี่คน เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของ กกต. แต่ละท่านที่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน เมื่อลงมติเสร็จแล้วก็จะทำคำวินิจฉัยต่อไป ก่อนที่จะดำเนินการตามที่ได้วินิจฉัยไว้ เช่น  ส่งหรือไม่ส่งให้ศาลพิจารณาต่อ และต้องดำเนินคดีกับใครบ้าง  

​เมื่อถามถึงกรณีเอกสารสำนวนหลุดไปยังกลุ่มไอลอว์ และพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (พีดีพีเอ) หรือไม่ นายณรงค์ กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร คาดว่าจะมีความคืบหน้าและทราบผลในวันจันทร์ ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านเปิดหลักฐาน ข้อมูลการโทรศัพท์ระหว่างบุคคลในวันเลือก สว.ระดับประเทศเพื่อพาดพิง กกต. นั้น นายณรงค์ ชี้แจงว่า หากหลักฐานดังกล่าวมีอยู่ในสำนวน กกต. ก็พร้อมนำมาพิจารณา แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่ง กกต. แต่การทำงานขององค์กรต้องมีความต่อเนื่อง เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ตามพยานหลักฐาน ที่มีอยู่ในสำนวนเท่านั้น

ส่วน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ กล่าวถึงกรณีเวทีผู้นำฝ่ายค้าน สนับสนุนให้ กกต.ยื่นฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.ทั้ง 229 คน ซึ่งมีชื่อของนายกฯ รวมอยู่ด้วย ว่า เรื่องนี้อยู่ที่ กกต. ตนจะทำอะไรได้ เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่ เนื่องจากมีชื่อของนายกฯ รวมอยู่ด้วย นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร ไม่ควรจะถามคำถามนี้ เนื่องจากไม่เกี่ยวกับเรื่องบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อถามต่อว่า ก่อนที่ กกต.จะลงมติ ฝ่ายค้านและไอลอว์ ต่างทยอยเปิดชื่อรัฐมนตรีที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. นายอนุทิน ย้อนถามผู้สื่อข่าวทันทีว่า ใช้คำว่าอาจจะ อย่าถามว่าอาจจะ มีก็มี ไม่มีก็ไม่มี เมื่อถามอีกว่า ให้เป็นดุลพินิจของ กกต. ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ใช่ดุลพินิจ แต่อำนาจการสอบสวนทั้งหมดเป็นของ กกต. แต่เราอย่าทำผิดกฎหมาย ทำตามกฎทุกอย่าง จะได้ไม่ต้องนั่งถามว่าใครผิดใครถูก หรือว่าใครจะทำอย่างไร เมื่อถามถึงกรณีนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “เหล็กไม่ละลาย แต่ไอศกรีมละลาย” มีนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่  นายกฯ หัวเราะก่อนจะบอกว่า “เพิ่งกินเมื่อกี้นี้” จากนั้นขึ้นรถเดินทางกลับทันที

ขณะที่ “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) หลังถูกวิจารณ์ว่า ตกเป็นรองในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่อง “ฮั้ว สว.” กับ “นายนภินทร ศรีสรรพางค์” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในระหว่างออกรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” แต่ก็ยังเดินหน้าให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ “นายนภินทร” โดยระบุว่า มี 2 สว. จาก จ.ราชบุรี ที่นายนภินทรยอมรับว่ารู้จัก 2 คน คนที่ 1 เป็นเจ้าของโรงแรมที่บ้านโป่ง ซึ่งน่าจะหมายถึง น.ส.ภาวนา ว่องอมรนิธิ สว. และคนที่ 2 เป็นอดีตผอ.พลังงาน ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือเกษตรกร น่าจะหมายถึงนายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา สว. แม้เคยเป็นทีมงานกันจริง ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องช่วยเหลือ หรือเกี่ยวข้องในการเลือก สว. แต่ถ้าจะบอกว่าข้อมูลดังกล่าว ไม่ควรนำมาพิจารณา ก็คงจะไม่ใช่ ซึ่งพบผู้สมัคร สว.มีข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ ช่วงบ่ายวันที่ 25 มิ.ย. และทั้ง 2 คนอยู่ในโพยใบสั่งจำนวนมาก รวมถึงอยู่ในรายชื่อผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ได้แก่ 1.น.ส.ภาวนา ว่องอมรนิธิ และเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ ที่คนจากสภาเกษตรกร ที่อยู่ในห้องทำงานนายนภินทร ไปปรากฏตัวที่โรงแรมที่เป็นศูนย์ทำโพย

ที่ต้องมาตามลุ้นกันคือ กรณีเอกสารสำนวนสอบ “คดีฮั้ว สว.หลุด” ไปยังกลุ่ม “ไอลอว์” และพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (พีดีพีเอ) นั้น ด้าน “นายณรงค์ รักร้อย” หนึ่งใน กกต. ระบุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาว่า จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร คาดว่าทราบผลในวันจันทร์ ซึ่งบทสรุปที่เกิดขึ้น จะมีผลกระทบอย่างไร

อีกประเด็นที่น่าสนในคือ การประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 1 ก.ย. 69 ซึ่งเป็นครั้งแรกของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยก่อนการประชุม มีการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พื้นที่สงขลา เพื่อสรุปผลการระดมความคิดเห็น และพิจารณาข้อเสนอแนะสำหรับการเตรียมความพร้อมการประชุม ครม.สัญจรครั้งที่ 1/2569 ในวันที่ 1 ก.ย. 2569 ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ สงขลา ปัตตานี นราธิวาส สตูล และยะลา โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้เข้ารวมทั้งสิ้น 171 คน ประกอบด้วย รองนายกฯ ผู้แทนหน่วยงานส่วนกลาง ภาครัฐในพื้นที่ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยแบ่งการหารือออกเป็น 4 กลุ่มหลักตามมิติการพัฒนา เพื่อสรุปข้อเสนอแนะเตรียมเสนอต่อที่ประชุม ครม. ดังนี้

ในด้านเศรษฐกิจมี “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เป็นประธาน โดยมีข้อเสนอสำคัญในการเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่ เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ เช่น ท่าเรือน้ำลึกสงขลาและปัตตานี สนามบินยะลา โครงข่ายมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และการยกระดับด่านชายแดนให้ทันสมัย นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลนระยะยาว มาตรการทางภาษี และการปรับปรุงข้อบังคับผังเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการตั้งโรงงาน พร้อมชูจุดเด่นการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ธรรมชาติ พหุวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ตลอดจนการยกระดับสินค้าเกษตรสู่มูลค่าสูง เพิ่มโรงงานแปรรูป และเสนอให้รัฐแก้ไขกฎหมายประมงที่ล้าสมัย เพื่อช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์

ด้านสังคม มี “นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน โดยที่ประชุมมุ่งผลักดันนโยบาย Zero Dropout เพื่อดึงเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษากลับเข้าเรียน ควบคู่กับการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมทั้งแก้ปัญหาความแออัดของโรงพยาบาลศูนย์ เตรียมความพร้อมโครงสร้างรองรับสังคมผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่รัฐเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการเพิ่มศูนย์บำบัดฟื้นฟูเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด ที่นำไปสู่จำนวนผู้ป่วยจิตเวชที่เพิ่มสูงขึ้น และป้องกันการกลับมาเสพซ้ำ

ด้านความมั่นคง มี “นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.การต่างประเทศ เป็นประธาน โดยมีข้อเสนอให้กระทรวงการต่างประเทศช่วยทำความเข้าใจกับนานาชาติ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและนักท่องเที่ยว รวมถึงพัฒนางานข่าวกรอง และการปกป้องเยาวชนจากการเป็นแนวร่วม นอกจากนี้ยังผลักดันการสร้างรั้วชายแดน ร่วมกับมาเลเซีย และจัดตั้งด่านตรวจอัจฉริยะ (Smart Checkpoint) เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองและการค้าของเถื่อน

ในด้านภัยพิบัติ มี “นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯ และรมว.คมนาคม เป็นประธาน โดยมีข้อเสนอแนวทางบูรณาการบริหารจัดการน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การขุดลอก และการสร้างแก้มลิง เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยซ้ำซาก พร้อมทั้งเรียกร้องให้พัฒนาระบบเตือนภัยแบบเรียลไทม์ และเสนอแก้ไขระเบียบการเบิกจ่าย “เงินยับยั้งป้องกันภัยพิบัติ” ให้มีความชัดเจน เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถใช้งบประมาณเตรียมการป้องกันได้ก่อนเกิดวิกฤติ

ข้อสรุปทั้งหมดจากทั้ง 4 มิติ จะถูกนำไปประมวลเป็นวาระสำคัญ เพื่อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาอนุมัติงบประมาณและปลดล็อกอุปสรรคทางกฎหมาย ในการประชุม ครม.สัญจร วันที่ 1 ก.ย. 2569 นี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างอย่างเป็นรูปธรรม ต้องรอดูว่า การประชุมครั้งนี้ จะมีการอนุมัติงบประมาณเป็นจำนวนเท่าไหร่ และมีกรอบเวลาในการผลักดันให้เห็นผลหรือไม่

“ทีมข่าวการเมือง”