เมื่อฝนตกหนัก สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่เพียงปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา แต่คือ เวลา” ก่อนที่มวลน้ำจะไหลเข้าสู่พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตร เพราะเพียงไม่กี่ชั่วโมง น้ำสามารถสร้างความเสียหายต่อชีวิต ผลผลิต ปศุสัตว์ เครื่องจักร และทรัพย์สินได้อย่างรวดเร็ว การมีข้อมูลเตือนภัยที่แม่นยำและรวดเร็วจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความสูญเสีย

จากโจทย์ดังกล่าว สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนา “Radar4Flood” ระบบติดตามและคาดการณ์ฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และการกัดเซาะหน้าดิน โดยมี รศ.ดร.พรรณทิพย์ พุทธรักษา มะเปี่ยม เป็นหัวหน้าโครงการ

จุดเด่นของระบบคือการนำข้อมูลจากเครือข่ายเรดาร์ตรวจอากาศหลายสถานี มาผนวกกับข้อมูลจากสถานีวัดน้ำฝนภาคพื้นดิน ก่อนนำมาประมวลผลเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ โดยแสดงทั้งตำแหน่ง ทิศทางการเคลื่อนตัว ความรุนแรง และปริมาณฝนสะสม

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA  บอกว่า ข้อมูลมีความละเอียดถึง 600 x 600 เมตร และอัปเดตทุก 10 นาที พร้อมคาดการณ์แนวโน้มฝนล่วงหน้าได้ประมาณ 3 ชั่วโมง ขณะที่การเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ทำให้สามารถคาดการณ์น้ำท่วมฉับพลัน ดินถล่ม และการกัดเซาะหน้าดินล่วงหน้าได้ถึง 24 ชั่วโมง และปรับปรุงผลทุก 1 ชั่วโมงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุด

3 ชั่วโมง” อาจดูเหมือนช่วงเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยถือเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายอย่างมาก เพราะเป็นเวลาสำหรับการตัดสินใจ

เกษตรกรอาจใช้ข้อมูลเพื่อเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนน้ำมา เคลื่อนย้ายเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร เปิดทางระบายน้ำ ป้องกันพื้นที่เพาะปลูก หรือย้ายสัตว์เลี้ยงออกจากจุดเสี่ยง ขณะที่ประชาชนสามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางอันตราย เคลื่อนย้ายทรัพย์สิน และเตรียมอพยพได้ก่อนสถานการณ์จะรุนแรง

ปัจจุบัน Radar4Flood ถูกนำไปใช้จริงในพื้นที่นำร่อง 4 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำทับมาและลุ่มน้ำคลองสะพาน จ.ระยอง ลุ่มน้ำลำตะคอง จ.นครราชสีมา และลุ่มน้ำคลองสวนหมาก จ.กำแพงเพชร ครอบคลุมพื้นที่รวม 5,382 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3.36 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรประมาณ 1.8 ล้านไร่ และประชาชนประมาณ 1 ล้านคน หรือราว 560,000 ครัวเรือน โดยมีหน่วยงานและเครือข่ายนำระบบไปใช้แล้ว 20 แห่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือโครงการไม่ได้หยุดอยู่ที่การพัฒนาเทคโนโลยี แต่พยายามสร้าง “คนในพื้นที่” ให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบเตือนภัยด้วย โดยทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรผู้ใช้น้ำ เกษตรกร และเครือข่ายหมอดิน ถ่ายทอดการใช้งานในพื้นที่ 72 ตำบล และสร้างเครือข่ายเฝ้าระวังภัยระดับชุมชนกว่า 500 คน

ขณะเดียวกัน ระบบยังพัฒนาฐานข้อมูล แบบจำลองพยากรณ์ฝนเชิงพื้นที่ และ Open API เพื่อเปิดทางให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลไปเชื่อมต่อและพัฒนาระบบต่อยอดได้

ปี 2569 Radar4Flood มีแผนขยายการใช้งานไปยัง พะเยา ชัยภูมิ ขอนแก่น สงขลา และพัทลุง และตั้งเป้าขยายไปยัง 8 ลุ่มน้ำเสี่ยงภัยในภาคเหนือภายในปี 2571 คาดว่าจะครอบคลุมประชาชนเพิ่มประมาณ 6.42 ล้านคน และพื้นที่เกษตรประมาณ 15.7 ล้านไร่

เพราะเราไม่สามารถหยุดฝนไม่ให้ตก หรือสั่งน้ำไม่ให้ไหลได้ แต่หากรู้ล่วงหน้าว่า ฝนจะมาเมื่อไร น้ำจะไปทางไหน และพื้นที่ใดกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงอาจเปลี่ยนจากการ รอรับภัย” เป็นการ เตรียมรับภัย”

และนี่คือคุณค่าที่แท้จริงของ Radar4Flood—ไม่ใช่แค่การพยากรณ์ฝน แต่คือ การซื้อเวลาให้ประชาชน เกษตรกร และหน่วยงานในพื้นที่มีโอกาสปกป้องชีวิตและทรัพย์สินก่อนที่ภัยจะมาถึง.