หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกนำมาใช้มากขึ้นคือ ‘กลไกราคาคาร์บอน’ (Carbon Pricing) ซึ่งกำหนดให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีต้นทุนผ่านการตั้งราคา เพื่อจูงใจให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ข้อมูลจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า กลไกราคาคาร์บอนมีทั้งรูปแบบภาคสมัครใจและภาคบังคับ และมีแนวโน้มเข้ามาเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน รวมถึงการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ในช่วงที่นานาประเทศพยายามควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามเป้าหมายของประชาคมโลก และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โลกขยับสู่ภาคบังคับ
ปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตในภาคสมัครใจเป็นที่รู้จักและถูกนำมาใช้ในหลายประเทศ ขณะเดียวกัน 87 ประเทศทั่วโลกเริ่มเดินหน้ากลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับมากขึ้น ทั้งภาษีคาร์บอนและระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
การใช้กลไกเหล่านี้ช่วยให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีต้นทุน ทำให้ภาคธุรกิจมีแรงจูงใจในการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้เกิดรายได้รูปแบบใหม่ในระบบเศรษฐกิจ อีกทั้งภาครัฐยังสามารถนำรายได้จากกลไกราคาคาร์บอนไปใช้สนับสนุนการปรับตัวของประชาชนและภาคธุรกิจ รวมถึงนำไปพัฒนาภูมิคุ้มกันของประเทศต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ไทยวางฐานตลาดคาร์บอน
ประเทศไทยเริ่มพัฒนามาตรฐานเพื่อสนับสนุนโครงการคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ ได้แก่ ที-เวอร์ (T-VER) และพรีเมียม ที-เวอร์ (Premium T-VER) พร้อมจัดทำกรอบนโยบายและข้อตกลงระหว่างประเทศกับสวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมการใช้คาร์บอนเครดิตตามกลไกข้อ 6 ของความตกลงปารีส โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
จากนั้นภาครัฐได้ผลักดันแนวทางการใช้กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ โดยร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. กำหนดเครื่องมือไว้ 3 รูปแบบ ได้แก่ ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM)
ราคาคาร์บอนกับเศรษฐกิจไทย
กลไกเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ
นอกจากนี้ รายได้จากกลไกราคาคาร์บอนจะถูกนำเข้าสู่กองทุนภูมิอากาศและระบบงบประมาณแผ่นดิน เพื่อนำไปสนับสนุนการพัฒนาประเทศให้มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำและเดินหน้าไปสู่ความยั่งยืน
การเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำต้องใช้เวลาและความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน เพราะการเปลี่ยนแปลงจะเกี่ยวข้องกับทั้งระบบเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตของผู้คน ดังนั้นเป้าหมายของไทยคือการสร้างเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว พร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ



