เมื่อวันที่ 9 ก.ย. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีที่ภาครัฐมีแนวคิดปฏิรูปโครงสร้างระบบราชการว่า การปฏิรูประบบราชการด้านการศึกษาควรมองภาพรวมทั้งระบบ โดยเฉพาะแนวโน้มจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง ซึ่งจะส่งผลต่อจำนวนผู้เรียน โรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาในอนาคต ดังนั้น การพิจารณาปรับลดบุคลากรหรือโครงสร้างจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบในทุกภาคส่วน ไม่ใช่โฟกัสเฉพาะตำแหน่งศึกษาธิการภาคหรือศึกษาธิการจังหวัดเท่านั้น และการปฏิรูประบบราชการต้องตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศ ไม่ใช่เน้นเพียงตัวเลขการลดจำนวนบุคลากร โดยเฉพาะปัญหาเด็กเกิดน้อยที่กำลังส่งผลต่อระบบการศึกษาในระยะยาว จึงจำเป็นต้องวางแผนให้ครอบคลุมทั้งจำนวนผู้เรียน โรงเรียน ครู บุคลากร และโครงสร้างการบริหาร เพื่อให้การปรับเปลี่ยนมีทิศทางและเหตุผลที่ชัดเจน

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ตนเข้าใจดีว่าโครงสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยเฉพาะตำแหน่งศึกษาธิการภาค (ศธภ) ถูกตั้งคำถามว่ามีความซ้ำซ้อนกับตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ควรมองเฉพาะตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เพราะในระดับจังหวัด ศธ.มีหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่หลายส่วน เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งในจังหวัดขนาดใหญ่บางแห่งอาจมีหลายเขตพื้นที่ โดยแต่ละเขตรับผิดชอบพื้นที่ของตนเอง ขณะที่ศึกษาธิการจังหวัดมีบทบาทในการดูแลภาพรวมด้านการศึกษาและประสานการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในจังหวัด โดยศึกษาธิการจังหวัดยังมีบทบาทในคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาของจังหวัดกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกสังกัด ศธ. ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงหน่วยงานอื่นที่มีสถานศึกษาอยู่ในความรับผิดชอบ

“ต้องมองว่าศึกษาธิการจังหวัดทำหน้าที่มองภาพรวมของการศึกษาทั้งจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์จังหวัด ไม่ใช่ดูเฉพาะหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ส่วนระดับภูมิภาคนั้น ประเทศไทยมี 77 จังหวัด และแต่ละภูมิภาคมีบริบทที่แตกต่างกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนากำลังคน จึงมีเหตุผลที่ต้องมีหน่วยงานหรือกลไกที่สามารถมองภาพรวมระดับภูมิภาคและกำหนดยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งก็คือ หน่วยงานอย่างศธภ. แต่อย่างไรก็ตาม หากการศึกษาทบทวนแล้วพบว่าตำแหน่งหรือภารกิจใดไม่มีความจำเป็น หรือมีความซ้ำซ้อน ก็พร้อมปรับลดหรือยกเลิก โดยต้องมีเหตุผลและข้อมูลรองรับอย่างชัดเจน แบะผมไม่กังวล ถ้าไม่จำเป็นเราก็เอาออกแน่นอน แต่ถ้ามีความจำเป็นก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไม สิ่งสำคัญคืออย่าไปมองเฉพาะจุดใดจุดหนึ่ง” นายประเสริฐ กล่าว.