เมื่อวันที่ 13 ก.ย. ที่ห้องประชุมประชานารถ อาคาร 9 ชั้น 2 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่จักรพงษภูวนารถ รองศาสตราจารย์ ดร.โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) นำเสนอแนวคิด “การศึกษาไร้รอยต่อ” (Seamless Education) ในเวทีเสวนาวิชาการ “อนาคตการศึกษาไทยภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ : มุมมองข้อถกเถียง และข้อเสนอเชิงนโยบาย”

โดยเสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากระบบการศึกษาแบบแยกส่วน หรือ Education Silo ไปสู่ระบบพัฒนากำลังคนอย่างต่อเนื่อง หรือ Education-to-Workforce Continuum เพื่อสร้าง “ท่อส่งกำลังคน” (Skill Pipeline) ที่เชื่อมโยงการศึกษา ทักษะ เทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม และการจ้างงานเข้าด้วยกัน

รศ.ดร.โฆษิต กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความไม่สอดคล้องระหว่างความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของกำลังคน กับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของตลาดแรงงาน เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรม หรือปัญหา “ช่องว่างทักษะ” (Skill Gap) ดังนั้น การศึกษาไทยต้องไม่แยกส่วนระหว่างโรงเรียน อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการอีกต่อไป แต่ต้องสร้างเส้นทางที่ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะ สะสมผลการเรียนรู้ และก้าวเข้าสู่การทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยเป้าหมายไม่ใช่เพียงผลิตคนให้จบการศึกษา แต่ต้องพัฒนาคนให้มีสมรรถนะตรงกับงาน ปรับตัวได้ และเติบโตไปพร้อมกับประเทศ

ทั้งนี้ เอกสารข้อเสนอของ ทปอ.มทร. เสนอให้ปรับระบบการศึกษาไทยจากการดำเนินงานแบบแยกส่วนระหว่างโรงเรียน อาชีวศึกษา มหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรม ไปสู่ระบบ Education-to-Workforce Continuum ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้ สะสมทักษะ สะสมหน่วยกิต รับรองสมรรถนะ เข้าสู่การทำงาน และกลับมาเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอดชีวิต โดย ทปอ.มทร. เสนอ 5 กลไกขับเคลื่อน “การศึกษาไร้รอยต่อ” เพื่อปิดช่องว่างทักษะและยกระดับระบบพัฒนากำลังคนของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

1.การศึกษาไร้รอยต่อ (Seamless Education) สร้างเส้นทางการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน → อาชีวศึกษา → มทร. → ภาคอุตสาหกรรม ผ่านการเทียบโอนหน่วยกิต (Credit Transfer) การลงทะเบียนเรียนข้ามระดับ (Dual Enrollment) เส้นทาง 2+2 หรือ 2+3 (Pathway) และการฝึกประสบการณ์วิชาชีพแบบฝังตัวในสถานประกอบการ (Industry Apprenticeship) เพื่อลดการเรียนซ้ำและสร้างเส้นทางจาก Technician สู่ Technologist

2.การรับรองและสะสมทักษะ (One Skill One Credit) ปรับจากการเรียนรายวิชาและการสะสมหน่วยกิตแบบเดิม ไปสู่การรับรองทักษะและสมรรถนะที่ใช้ได้จริง ผ่าน Skill Passport, Micro-credentials และ Credit Bank เพื่อให้ผลการเรียนรู้จากสถานศึกษา การฝึกอบรม และประสบการณ์การทำงาน สามารถสะสมและนำไปต่อยอดการศึกษาและอาชีพได้

3.การออกแบบร่วมกับภาคอุตสาหกรรม (Industry Co-Design) ยกระดับบทบาทภาคเอกชนจากผู้รับบัณฑิตสู่การเป็นหุ้นส่วนร่วมสร้างกำลังคน ตั้งแต่ Co-Define → Co-Design → Co-Deliver → Co-Assess → Co-Employ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดทักษะ ออกแบบหลักสูตร จัดการเรียนรู้ ประเมินสมรรถนะ ไปจนถึงการสร้างเส้นทางการจ้างงาน

4.ศูนย์เทคโนโลยีและทักษะระดับภูมิภาค (RMUT Regional Technology & Skill Hub) เชื่อมโยง มทร. ทั้ง 9 แห่งเป็น One National Technology & Skill Network ใช้ศักยภาพของ มทร. เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและกำลังคนของภูมิภาค เปิดให้สถานศึกษา ผู้ประกอบการ และ SMEs เข้าถึงเทคโนโลยี ห้องปฏิบัติการ เครื่องจักร และผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อแก้โจทย์ภาคอุตสาหกรรม โดยแต่ละภูมิภาคจะกำหนดความเชี่ยวชาญให้สอดคล้องกับกลุ่มเศรษฐกิจของพื้นที่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและการเดินทางอัจฉริยะ (EV & Smart Mobility) ระบบรางและโลจิสติกส์ (Rail & Logistics) เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) เศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) และดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (Digital & AI)

5.เปลี่ยนจาก Skill Gap สู่ Skill Pipeline เปลี่ยนจากการแก้ปัญหาขาดแคลนทักษะแบบปลายเหตุ ไปสู่ระบบเชิงรุก Forecast → Design → Develop → Deploy → Track → Forecast ตั้งแต่การคาดการณ์ความต้องการกำลังคน การออกแบบและพัฒนาทักษะ การส่งต่อเข้าสู่การทำงาน การติดตามผล และนำข้อมูลกลับมาใช้วางแผนกำลังคนในอนาคต

สำหรับกลไกที่ควรผลักดันในระดับร่างกฎหมาย ข้อเสนอของ ทปอ.มทร. ระบุว่า ควรบรรจุกลไกเชิงโครงสร้างไว้ในระดับร่างพระราชบัญญัติ เพื่อให้การขับเคลื่อนมีผลบังคับใช้จริงในระยะยาว ได้แก่ ธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ (National Credit Bank) เพื่อให้ผลการเรียนรู้จากหลายระบบสะสมและเทียบโอนได้จริง หนังสือเดินทางทักษะแห่งชาติ (National Skill Passport) ซึ่งมีระบบดิจิทัลบันทึกและรับรองสมรรถนะของผู้เรียนและแรงงาน กรอบสมรรถนะแห่งชาติ (National Competency Framework) ที่เชื่อมการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา และอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน กลไกการออกแบบร่วมกับอุตสาหกรรม (Industry Co-Design Mechanism) ที่กำหนดบทบาทภาคอุตสาหกรรมในการกำหนดทักษะ หลักสูตร และการประเมิน ศูนย์เทคโนโลยีและทักษะระดับภูมิภาค (Regional Technology & Skill Hubs) ที่ใช้ มทร. เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนและเทคโนโลยีของภูมิภาค และระบบข้อมูลตลาดแรงงานและทักษะ (Labour Market & Skill Intelligence) เพื่อคาดการณ์ทักษะอนาคตและใช้ข้อมูลกำหนดการผลิตกำลังคน

ขณะเดียวกัน ตัวชี้วัดความสำเร็จของการจัดการศึกษาต้องเปลี่ยนจากเดิมที่วัดเพียง “ผลผลิต” เช่น จำนวนผู้เรียนและจำนวนผู้สำเร็จการศึกษา ไปสู่การวัดผลรอบด้าน ทั้งระดับสมรรถนะและจำนวนผู้ได้รับการรับรอง อัตราการมีงานทำ สัดส่วนผู้ทำงานตรงกับทักษะที่พัฒนา ผลต่อผลิตภาพของสถานประกอบการ ตลอดจนผลกระทบด้านนวัตกรรม รายได้ และเทคโนโลยีที่มีต่อภูมิภาค

รศ.ดร.โฆษิต กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพร้อมปรับบทบาทจากการเป็น “ผู้ผลิตบัณฑิต” ไปสู่ “แพลตฟอร์มพัฒนากำลังคน เทคโนโลยี และนวัตกรรม” (National Technology Workforce & Innovation Platform) โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษาสายเทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรม พร้อมเป็นทั้งผู้สร้างเส้นทางการเรียนรู้ ผู้เชื่อมโยงการศึกษากับภาคการผลิต และผู้จัดการท่อส่งกำลังคนของประเทศ เพื่อทำให้ผู้เรียนมีอนาคตทางอาชีพที่ชัดเจน สถานประกอบการได้กำลังคนที่มีคุณภาพ ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มผลิตภาพ เกิดนวัตกรรม และประเทศไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ข้อเสนอทั้ง 5 กลไกไม่ควรดำเนินการเป็นโครงการแยกส่วน แต่ควรออกแบบให้เป็นระบบเดียวกัน โดยใช้ข้อมูลความต้องการทักษะเป็นต้นน้ำ และผลลัพธ์ด้านการจ้างงาน ผลิตภาพ และนวัตกรรมเป็นปลายทาง เชื่อมโยงตั้งแต่ Skill Intelligence → Industry Co-Design → Seamless Education → Skill Passport / Micro-credentials / Credit Bank → RMUT Regional Technology & Skill Hub → Work-based Learning / Apprenticeship → Industry & Employment → Productivity / Innovation ก่อนส่งข้อมูลย้อนกลับเข้าสู่การคาดการณ์ทักษะรอบใหม่

รศ.ดร.โฆษิต เน้นว่า การแก้ปัญหา Skill Gap ไม่ควรเป็นภารกิจของสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่ต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมของการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานด้านแรงงาน โดย มทร. มีศักยภาพที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงระบบดังกล่าว

ในช่วงท้าย ข้อเสนอของ ทปอ.มทร. ได้สรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ประการสำหรับการอภิปรายต่อไป ได้แก่ 1. ประเทศไทยควรกำหนดระบบการศึกษาให้เป็นระบบพัฒนากำลังคนต่อเนื่อง (Education-to-Workforce Continuum) ไม่ใช่ระบบการศึกษาที่แยกตามระดับ 2. ผลการเรียนรู้และสมรรถนะที่ผ่านการรับรองควรสามารถสะสม เทียบโอน และนำไปต่อยอดการศึกษาและคุณวุฒิได้ 3. ภาคอุตสาหกรรมควรมีบทบาทร่วมกำหนดทักษะ ออกแบบหลักสูตร จัดการเรียนรู้ ประเมินสมรรถนะ และสร้างเส้นทางการจ้างงาน 4. ควรใช้ มทร. เป็นหนึ่งในกลไกโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและกำลังคนระดับภูมิภาค โดยเชื่อมโยงเครือข่าย มทร. ทั้ง 9 แห่ง 5. ควรจัดให้มีระบบข้อมูลและการคาดการณ์ทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ Skill Gap แบบปลายเหตุไปสู่การบริหาร Skill Pipeline และ 6. ควรปรับการประเมินผลสถาบันอุดมศึกษาจากการวัดจำนวนบัณฑิต ไปสู่ผลลัพธ์ด้านสมรรถนะ การมีงานทำ ความตรงกับทักษะ ผลิตภาพ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

รศ.ดร.โฆษิต กล่าวย้ำว่า เป้าหมายของการปฏิรูปจึงไม่ใช่เพียง “คนจบการศึกษา” แต่คือ “คนมีสมรรถนะ ประเทศมีกำลังคนตรงกับความต้องการ อุตสาหกรรมมีผลิตภาพ และประเทศมีขีดความสามารถในการแข่งขัน” ซึ่งเป็นทิศทาง “จาก Education Silo สู่ Skill Pipeline” ที่ ทปอ.มทร. เสนอให้เกิดขึ้น เพื่อเชื่อม Education–Skill–Technology–Industry–Employment ให้เป็นระบบเดียวกัน และร่วมสร้างระบบการศึกษาที่สามารถตอบโจทย์กำลังคนของประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน.