เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสียงข้างน้อย ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าไม่เห็นด้วยต่อการแถลงข่าวของประธาน กกต. ว่า การที่มี กกต. เสียงข้างน้อยออกมาแสดงความเห็นนั้น ตนชื่นชมในแง่การแสดงจุดยืนของตัวเอง พรรคประชาชนเตรียมคำร้องยื่นต่อ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นมาใหม่ อย่างการให้ความเห็นของ กกต. เสียงข้างน้อย เราก็พร้อมนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นมารวมเข้าไปในคำร้องที่จะเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ข้อคิดเห็นของ กกต. เสียงข้างน้อยที่ออกมา เชื่อว่าสอดคล้องกับในสายตาวิญญูชนทั่วไป ขบวนการโกงเรื่อง สว. นั้น เป็นสิ่งที่ทำเป็นขบวนการขนาดใหญ่ มีออแกไนเซอร์ คนจัดแจง จัดตั้ง อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และสิ่งที่เราสงสัยต่อจากนั้น คือ วัตถุพยานอื่น ที่ไม่ใช่แค่การให้ปากคำของบุคคล ก็สามารถโยงใยไปถึงกรรมการบริหารพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยได้ เรื่องนี้ทำเป็นขบวนการแน่นอน และเกี่ยวข้องกับนักการเมืองแน่นอน ควรจะต้องส่งฟ้องไปยังศาลทั้งหมด
เมื่อถามว่า ไทม์ไลน์การยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะต้องยืนยันกับฝ่ายกฎหมาย และอาจจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง คือผู้สมัครไปฟ้อง แต่ในส่วนพรรคประชาชน จะยื่นไปที่ ป.ป.ช. โดยเราสนับสนุนการดำเนินการทั้งสองส่วน และเชื่อว่าสัปดาห์นี้ จะมีความคืบหน้าแน่นอน
เมื่อถามว่า เวทีการซักฟอกหวังผลให้พรรคเพื่อไทยไม่โหวตไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ได้เห็นการแสดงความเห็นของประธานรัฐสภาว่าไม่เคยพูด ว่าไม่พยายามไปตีกรอบ เรื่องการโกงเลือก สว. เข้ามาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อยากให้ยืนยันหลักแบบนี้ต่อไป การตรวจสอบพฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง เป็นสิ่งที่สามารถพึงกระทำได้
“ส่วนการลงมติแต่ละพรรค คงมีจุดยืนของตัวเองอยู่ และไม่ขอเอ่ยชื่อพรรค หากเห็นว่าการโกงเลือก สว. ซึ่งเป็นขบวนการโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองเมืองไทย เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในฐานะตัวแทนประชาชน และ สส. การลงมติในการไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือรัฐมนตรีรายบุคคลก็เป็นสิ่งที่แต่ละคนสามารถพึงกระทำได้ในการใช้อำนาจทางฝ่ายนิติบัญญัติ”
เมื่อถามย้ำว่า การไม่พูดชื่อพรรคอาจจะไม่ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดในรัฐบาลว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คำตอบเมื่อสักครู่ชัดแล้วว่าไม่ต้องไปเรียกร้องชื่อพรรค เพราะไม่อยากให้เป็นทางการเมืองแล้วโต้ตอบกันไปมา เพราะนักการเมืองทุกคนถูกตัดตัดสินโดยประชาชน ประชาชนโดยทั่วไปน่าจะตีความได้ และผลโหวตจะเป็นอย่างไร ก็ให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งครั้งหน้า
เมื่อถามถึง สำนวนที่เหลืออยู่ที่ประชาชนยังไม่เห็นมีมากน้อยแค่ไหน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่ควรจะต้องออกมาให้คำตอบ และเป็นคนที่เราควรตั้งคำถามต่อเขามากที่สุด คือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนโดยตรง ตัวแทนภาคประชาชนออกมาให้ข้อมูล เมื่อนำมาเปิดเผยแล้ว กลับมีการพยายามฟ้องร้องปิดปาก รัฐบาลใช้อำนาจตัวเองในการฟ้องร้องปิดปาก แบบนี้ไม่ถูกต้อง.



