สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ว่า นายเกา หยาง ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของสปิริต เอไอ ผู้พัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับหุ่นยนต์ของจีน กล่าวว่า “สมอง” ยังคงเป็นจุดอ่อนที่สุดของระบบหุ่นยนต์โดยรวม โดยคาดว่าการพัฒนาครั้งสำคัญระดับเดียวกับโมเดลจีพีที-3 ของโอเพนเอไอ อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงกลางปี 2570


แม้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของจีนจะมีพัฒนาการด้านฮาร์ดแวร์อย่างรวดเร็ว จนสามารถวิ่ง เต้น และตีลังกาได้ แต่บริษัทต่าง ๆ กำลังหันมาให้ความสำคัญกับซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นส่วนกำหนดความสามารถในการคิดและการทำงานในโลกจริงมากขึ้น


ปัจจุบัน หุ่นยนต์ของบริษัทสามารถทำงานง่าย ๆ ในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมได้สำเร็จราว 90% และคาดว่าในอีก 1-2 ปี หุ่นยนต์จะเริ่มถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมและงานบริการเชิงพาณิชย์ ก่อนจะขยับเข้าสู่การใช้งานภายในบ้าน ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่า


สปิริต เอไอ มีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ติดล้อรุ่น “มอซ 1” (MOZ 1) หลายสิบตัวปฏิบัติงานในสายการผลิตของบริษัทซีเอทีแอล ผู้ผลิตแบตเตอรี่ และเจดีดอตคอม ผู้ค้าปลีกออนไลน์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนของบริษัท


บริษัทซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2567 มีพนักงานราว 300 คน และระดมทุนได้มากกว่า 670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22,322.78ล้านบาท) ปัจจุบันมีมูลค่าประเมินราว 20,000 ล้านหยวน (ราว 99,297.20 ล้านบาท)


อย่างไรก็ตาม การพัฒนาหุ่นยนต์ยังมีข้อจำกัดในการทำงานที่ต้องใช้ความละเอียด เช่น การเปิดฝาขวด รวมถึงการรับมือกับงานที่ไม่เคยพบมาก่อน โดยสปิริต เอไอ เน้นใช้ข้อมูลจากโลกจริงในการฝึกโมเดล มากกว่าการใช้ระบบจำลองเสมือนจริง


เกากล่าวว่า การใช้ข้อมูลที่มีความหลากหลาย แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ กลับช่วยให้โมเดลพัฒนาได้รวดเร็วกว่าการใช้ข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวด


บริษัทมีผู้รับเหมาราว 1,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งสวมอุปกรณ์ตรวจจับการเคลื่อนไหวเพื่อเก็บข้อมูลจากบ้านพักและสายการผลิต ขณะที่ศูนย์ฝึกข้อมูลในกรุงปักกิ่ง มีผู้ปฏิบัติงานทำซ้ำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เปิดตู้เย็น ปลดล็อกตู้เซฟ และหั่นผัก เพื่อใช้ฝึก “สมอง” ของหุ่นยนต์.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES