ล่าสุด 2 ต.ค. 2569 มีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดอีก 0.75 บาทต่อลิตร ทั้งกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ส่งผลให้ราคาขายปลีกล่าสุดเป็นดังนี้
* เบนซิน 95 อยู่ที่ 49.68 บาท/ลิตร
* แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 40.69 บาท/ลิตร
* แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 40.32 บาท/ลิตร
* E20 อยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร
* E85 อยู่ที่ 31.63 บาท/ลิตร
* ดีเซล B7 อยู่ที่ 42.19 บาท/ลิตร
* ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.19 บาท/ลิตร
* พรีเมียมดีเซล อยู่ที่ 50.05 บาท/ลิตร
ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร
น้ำมันโลกเดือด ไทยเลี่ยงไม่พ้น
เหตุผลหลักของการปรับขึ้นรอบนี้มาจาก สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ประกอบกับความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน
แรงกระเพื่อมจากตลาดโลกสะท้อนออกมาอย่างรวดเร็ว โดยวันที่ 1 ต.ค. ราคาน้ำมันตลาดสิงคโปร์ปรับตัวสูงขึ้น โดยดีเซลขึ้นไปกว่า 179 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่เบนซินพุ่งเกิน 157 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
โจทย์จึงไม่ได้อยู่แค่หน้าปั๊มน้ำมัน!! เพราะเมื่อราคาพลังงานขยับ ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และราคาสินค้าอื่นๆ ก็มีโอกาสขยับตามเป็นลูกโซ่ ขณะที่ประชาชนกำลังเผชิญภาระจากค่าครองชีพและผลกระทบจากน้ำท่วมอยู่แล้ว
กองทุนฯ แบกหนัก วันละ 430 ล้าน
อีกด้านที่น่าจับตาคือฐานะของ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งกำลังถูกกดดันอย่างหนักจากภาระการตรึงและชดเชยราคาน้ำมัน
ปัจจุบันกองทุนฯ ต้องแบกรับภาระชดเชยประมาณ 430.14 ล้านบาทต่อวัน ส่งผลให้สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเกือบ 96,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเข้าใกล้ระดับ 100,000 ล้านบาท หากสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูง
นี่จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล เพราะการดูแลราคาน้ำมันไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะลดให้ประชาชนได้แค่ไหน” แต่ต้องแลกกับ “กระสุน” ที่เหลืออยู่ในกองทุนฯ ด้วย
ทำไมตอนลงไม่ลด แต่ตอนขึ้นขยับทันที?
คำถามที่ประชาชนตั้งขึ้นมาชัดเจนคือ “เวลาน้ำมันตลาดโลกลด ทำไมราคาหน้าปั๊มไม่ลดทันที แต่พอตลาดโลกขึ้น ราคากลับขยับเร็ว?”
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า กระทรวงพลังงาน ต้องการช่วยลดภาระประชาชนอยู่แล้ว แต่ข้อจำกัดสำคัญในเวลานี้คือ สถานะกองทุนน้ำมันฯ ที่ติดลบเกือบ 96,000 ล้านบาท ทำให้ต้องบริหารสภาพคล่องอย่างระมัดระวัง และกันเงินบางส่วนไว้รองรับสถานการณ์ในอนาคต
พร้อมยืนยันว่า การปรับราคาหน้าปั๊มไม่ได้หมายความว่า ราคาตลาดโลกขึ้นเท่าไร? จะส่งผ่านมายังประชาชนทันที เพราะภาครัฐยังใช้กลไกต่างๆ เข้ามาช่วยพยุงราคา
โดยเฉพาะ ดีเซล ซึ่งปัจจุบันกองทุนฯ ยังชดเชยประมาณ 4 บาทต่อลิตร ขณะที่มีเงินจากโรงกลั่นเข้ามาช่วยอีกประมาณ 4 บาทต่อลิตร
หากไม่มีมาตรการเหล่านี้ ราคาดีเซลที่ประชาชนต้องจ่ายอาจขึ้นไปแตะประมาณ 50 บาทต่อลิตร จากราคาปัจจุบันที่ 42.19 บาท
โอกาสราคาน้ำมันแตะลิตรละ 60 บาท มีแค่ไหน?
ส่วนคำถามที่หลายคนหวั่นใจว่า ราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 60 บาทต่อลิตร หรือไม่นั้น แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน ประเมินว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นปัจจุบัน และไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติมที่ทำให้ตลาดน้ำมันปั่นป่วนอย่างหนัก ยังไม่น่าจะไปถึงระดับดังกล่าว
แต่ระดับ 50 บาทต่อลิตร ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตา เพราะหากไม่มีมาตรการชดเชยและกลไกช่วยเหลือจากภาครัฐ ราคาดีเซลก็มีโอกาสขยับเข้าใกล้ระดับดังกล่าวได้ จากอดีตในช่วงเดือนเม.ย. 69 ราคาดีเซล เคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 50.54 บาทต่อลิตร วันนี้ 2 ต.ค.
ณ เวลานี้ต้องมาลุ้นกันว่า ราคาน้ำมันจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่อย่างไร หลังจากราคาน้ำมันสำเร็จรูป สิงคโปร์ กลับมาติดลบอีกแล้ว!!
จาก “น้ำท่วม” สู่ “น้ำมัน” โจทย์เศรษฐกิจที่ต้องรับมือซ้อนกันให้ได้..



