สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ว่ากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยแพร่เอกสาร “ภาพรวมแผนยุทธศาสตร์” ความยาว 12 หน้า มีเนื้อหาสำคัญว่าด้วยการที่ รัฐบาลวอชิงตันของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ให้ความสำคัญกับ “ทุกองค์ประกอบ” ที่เกี่ยวข้องกับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ตั้งแต่เอเชียใต้ไปจนถึงกลุ่มประเทศหมู่เกาะขนาดเล็ก ทางตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก เพื่อการยกระดับ “นโยบายในระยะยาว”


รายงานระบุอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่า จีนพยายามแสวงหาหนทางก้าวขึ้นสู่การเป็น “มหาอำนาจหมายเลขหนึ่ง” ผ่านการขยายอิทธิพลแบบผสมผสาน ระหว่างเศรษฐกิจ การทูต กับการทหาร และเทคโนโลยี ในทุกประเทศแถบอินโด-แปซิฟิก การดำเนินงานของสหรัฐตลอดช่วง 1 ทศวรรษนี้ คือการตรวจสอบว่าจีน “จะประสบความสำเร็จหรือไม่” หรือมากน้อยเพียงใด ในการ “เปลี่ยนแปลง” กฎเกณฑ์เพื่อผลประโยชน์ของทุกประเทศในภูมิภาคแห่งนี้ และระดับโลกด้วย


ทั้งนี้ ภายในระยะเวลา 12-24 เดือนนับจากนี้ รัฐบาลวอชิงตันเตรียม “ขยายขอบเขตอย่างจริงจัง” เกี่ยวกับภารกิจการทูตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกลุ่มประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก และให้ความสำคัญกับการเจรจาจัดทำข้อตกลงด้านการทหารและเศรษฐกิจฉบับใหม่กับสหรัฐ หลังการเจรจาเมื่อปีที่แล้วไม่มีความคืบหน้า


อนึ่ง ข้อตกลงที่รัฐบาลวอชิงตันหมายถึงนั้น คือ สัญญาความสัมพันธ์เสรี (Compact of Free Association) หรือ “โคฟา” กับภาคีทั้งสามประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชลล์, สหพันธรัฐไมโครนีเชีย และสาธารณรัฐปาเลา โดยสัญญาฉบับปัจจุบัน ซึ่งเกี่ยวกับการที่สหรัฐมอบความสนับสนุนทางทหารและเศรษฐกิจให้กับทั้งสามประเทศ กำลังจะหมดอายุในปี 2566


ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาลวอชิงตัน เกิดขึ้นสัปดาห์เดียว หลังประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน และประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย พบหารือกันนอกรอบการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว ที่ปรุงปักกิ่ง ประกาศยกระดับการเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์แบบไร้ขีดจำกัด” ในทุกบริบทที่เกี่ยวกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง.

เครดิตภาพ : REUTERS