เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์บริหารงานจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผอ.ศจร.ตร.) ได้เป็นประธานการประชุมศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งวันนี้เป็นวันสุดท้ายตามมาตรการควบคุมเข้มข้น 7 วันช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยพล.ต.ท.ประจวบ กล่าวว่า แนวทางการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นบังคับใช้กฎหมายจราจร 10 ข้อหาหลัก (10 รสขม) โดยดำเนินคดีอย่างจริงจังกับผู้ที่ขับขี่ไม่สวมหมวกนิรภัย ขับรถในขณะเมาสุรา และขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตมากที่สุด

ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวอีกว่า พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. ซึ่งรับผิดชอบงานจราจร พอใจกับผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการอำนวยการจราจร และบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ในช่วง “7 วันควบคุมเข้มข้น” สถิติในภาพรวมเมื่อเทียบกับสงกรานต์ปีก่อน ลดลงทุกตัวเลข โดยในส่วนของข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุสะสม 6 วันที่ผ่านมา (11-16 เม.ย.65) พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นทั้งสิ้น 1,720 ครั้ง ลดลงจากช่วงสงกรานต์ปีก่อน 392 ครั้ง คิดเป็น 18.56% มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,696 คน ลดลงจากช่วงสงกรานต์ปีก่อน 406 คน คิดเป็น 19.31% ผู้เสียชีวิต 237 ราย ลดลงจากช่วงสงกรานต์ ปีก่อน 14 ราย คิดเป็น 5.58% ขณะเดียวกัน สำหรับการบังคับใช้กฎหมายใน 10 ข้อหาหลัก ใน 6 วันของช่วงควบคุมเข้มข้น มีจำนวนทั้งสิ้น 336,975 ราย จำแนกเป็น ไม่สวมหมวกนิรภัย 57,021 ราย, มอเตอร์ไซค์ไม่ปลอดภัย 10,180 ราย, เมาแล้วขับ14,544 ราย, ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 16,262 ราย, ไม่มีใบขับขี่ 67,341 ราย, ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด155,511 ราย, ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร 9,216 ราย, ขับรถย้อนศร 4,477 ราย, แซงในที่คับขัน 845 ราย และใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ 1,578 ราย

พล.ต.ท.ประจวบ กล่าวว่า ในวันนี้ประชาชนเดินทางกลับเข้ากรุงเทพมหานครมากที่สุด จากการคาดการณ์คาดว่าจะมีปริมาณรถขาเข้าประมาณ 600,000 คัน ทำให้มีปริมาณรถหนาแน่นในทุกๆเส้นทาง ในส่วนนี้ได้สั่งการให้ทุกหน่วยที่เป็นพื้นที่รอยต่อ บูรณาการและประสานการปฏิบัติในการอำนวยการจราจร เพื่อรับรถกลับเข้ากทม.อย่างต่อเนื่อง หากเส้นทางใดมีปัญหาการจราจรหนาแน่น ให้กองบังคับการตำรวจทางหลวง พิจารณาเปิดช่องทางพิเศษเพื่อระบายรถ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย ในส่วนนี้ ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน และฝากเน้นย้ำว่าก่อนการเดินทางให้ตรวจสอบสภาพร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ หากมีอาการง่วงนอนให้แวะพัก และขอฝากให้ผู้ใช้รถใช้ถนนปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด คาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกนิรภัยทุกครั้งที่ขับขี่และโดยสาร และเพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน รวมถึงขอให้มีน้ำใจกับเพื่อนร่วมทางเพื่อให้เดินทางถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย สำหรับประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุ หรือต้องการขอความช่วยเหลือ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทางหมายเลขโทรศัพท์ 191 หรือ 1193 ตลอด 24 ชั่วโมง

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน พล.ต.ท.ประจวบ, พล.ต.ต.สรไกร พูลเพิ่ม รอง ผบช.สยศ.ตร. และ พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิพล รอง ผบก.ทล. พร้อมคณะ ได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ จากกองบินตำรวจ เพื่อบินสำรวจเส้นทางการจราจรภาคกลางจาก ทลพ.9 ไปต่างระดับบางปะอิน เข้า ทล.32 – ต่างระดับอ่างทอง จากนั้นได้บินสำรวจเส้นทางการจราจรภาคอีสานเนินทับกวาง จ.สระบุรี และ ทล.2 บริเวณเนินกลางดง ต่างระดับเขาใหญ่ กม.65 (จุดเชื่อมต่อ M6) จ.นครราชสีมาจากนั้นเดินทางต่อไปยังสนาม ฮ.ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร อ.เมืองสระบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมและร่วมเปิดช่องทางพิเศษ ที่จุดเปิดช่องทางพิเศษ ทล.1 กม.99+200 ขาเข้า กทม. เชื่อมต่อกับ ถ.บายพาสสระบุรี ก่อนจะบินตรวจสภาพการจราจร ทล.1 กม.54 (ต่างระดับบางปะอิน) และถนนมอเตอร์เวย์ ทลพ.9 กม.0 (วงแหวนตะวันออก)

ทั้งนี้ได้สั่งการไปยัง พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.อุดร ยอมเจริญ รอง ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.สระบุรี ให้เตรียมจัดกำลังให้เพียงพอ โดยจะต้องสลับสับเปลี่ยน อย่าให้กำลังพลอ่อนล้าเนื่องจากต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ประกอบกับสภาพอากาศค่อนข้างร้อน พร้อมกำชับให้จัดชุดเคลื่อนที่เร็วเป็นรถจักรยานยนต์ เตรียมความพร้อมให้ดี และต้องกระจายอยู่ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่การจราจรหนาแน่น หากเกิดอุบัติเหตุสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที และต้องแยกรถให้เร็ว เพื่อเร่งระบายการจราจรให้กลับสู่สภาวะปกติ.






