ด้วยพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ตั้งพระราชหฤทัยเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

การนี้ ได้พระราชทานอุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ให้เป็นแหล่งเรียนรู้แนวพระราชดำริของทั้งสองพระองค์ ผ่านองค์ความรู้เรื่อง “ป่าและน้ำ” ซึ่งนำมาเป็นแนวคิดหลักในการออกแบบสวน ที่สำคัญอุทยานเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 เป็นสถานที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ ร.9 พระราชทานไว้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของมนุษย์กับธรรมชาติ และเป็นปอดแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

สอดคล้องกับพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พื้นที่อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ เป็นที่ดินในพระปรมาภิไธย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้เป็นสวนสาธารณะเพื่อประโยชน์สุขแก่ปวงชน ครอบคลุมพื้นที่ 279 ไร่ เริ่มพัฒนาแบบ ปี  2561 คาดว่าจะแล้วเสร็จ ปี 2567 อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ แห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็น “หัวใจ” และศูนย์กลางของอุทยานฯ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์ และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2564 ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์แท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ จากนั้นวันที่ 13 ก.ค. 2565 ทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระบรมรูป (ส่วนพระเศียร) ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบรมมหาราชวัง และจะเสด็จฯ ไปทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 13 ต.ค. 2565

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ ไปทรงประกอบพิธีบวงสรวงอัญเชิญพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อประดิษฐานบนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์

สำหรับ พระบรมรูป รัชกาลที่ 9 มีขนาดความสูง 7.41 เมตร หรือขนาด 4 เท่าของพระองค์จริง ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ หันพระพักตร์ไปทางพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ถนนศรีอยุธยา หล่อด้วยโลหะสำริด ฐานพระบรมรูปตั้งอยู่บนลานรูปไข่ ส่วนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นผังแปดเหลี่ยม ตามคติพระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ อันเป็นสัญลักษณ์เบื้องแรกแห่งการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ส่วนแท่นฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ทั้ง 8 เหลี่ยมมีแผ่นจารึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อนำพาประเทศชาติอยู่ดีมีสุข อันก่อให้เกิดความผูกพันและความจงรักภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นเอกลักษณ์สำคัญของไทยที่ไม่มีชาติใดเสมอเหมือน

คำจารึกทั้ง 8 ด้าน จะกล่าวพอสังเขป ดังนี้ แผ่นจารึกที่ 1 ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2470 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 เสด็จสวรรคต วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 …”

แผ่นจารึกที่ 2 ด้านทิศตะวันออก พระราชาผู้ทรงธรรม ทรงหลั่งทักษิโณทกตั้งพระราชสัตยาธิษฐานว่าจะทรงบำเพ็ญสรรพราชกรณียกิจด้วยทศพิธราชธรรม ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติ ทรงทุ่มเทกำลังพระวรกายและกำลังพระสติปัญญาเพื่อบำบัดทุกข์บำารุงสุขให้แก่อาณาประชาราษฎร์ สมดังพระราชปณิธานที่พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยไว้ทุกประการ

แผ่นจารึกที่ 3 ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ กลางใจราษฎร์ ทรงเห็นถึงปัญหาความทุกข์ยากของราษฎร จึงทรงศึกษาหาวิธีแก้ไข นำมาซึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการ ด้วยทรงมุ่งหมายให้พสกนิกรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แผ่นจารึกที่ 4 ด้านทิศใต้ ปราชญ์ของแผ่นดิน ทรงเป็นนักคิดและนักปฏิบัติ พระวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลอันเกิดจากการทรงงานหนักและต่อเนื่อง เกิดเป็นแนวพระราชดำริ “การเกษตรตามหลักทฤษฎีใหม่” อีกทั้ง “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิต

ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ แผ่นจารึกที่ 5 พระภูมินทร์บริบาล ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา พระอัจฉริยภาพในศาสตร์แขนงต่าง ๆ ที่ทรงประยุกต์ใช้กับการพัฒนาประเทศทุก ๆ ด้านของพระองค์ เปรียบประดุจเป็น “พลังแห่งแผ่นดิน” ถัดมา แผ่นจารึกที่ 6 ด้านทิศตะวันตก นวมินทร์โลกกล่าวขาน พระเกียรติคุณของพระองค์ ไม่เพียงแต่เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ใจคนไทยทั้งชาติเท่านั้น หากแต่ยังปรากฏชัดต่อสายตานานาอารยประเทศ

สืบสาน รักษา และต่อยอด ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ คือ แผ่นจารึกที่ 7 ทรงเป็นต้นแบบแห่งความเพียรในการทำความดี และทรงอุทิศพระองค์เพื่อประเทศชาติและประชาชน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงน้อมนำมาเป็นพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และต่อยอด” เพื่อความวัฒนาสถาพรของประเทศชาติสืบไป และ แผ่นจารึกที่ 8 ด้านทิศเหนือ บรมราชสดุดี พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้มีภูมิสถาปัตย์ตามแบบอย่าง “โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” เพื่อถวายเป็นพระเกียรติยศให้ปรากฏแผ่ไพศาลสืบไปตลอดนิรันดร์กาล

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อุทยานฯ แห่งนี้ จึงมีแนวคิดการออกแบบที่เกี่ยวกับ ร.9 ได้แก่ บ่อน้ำเลข ๙ สะพานเลข ๙ สะพานหยดน้ำพระทัย อีกทั้งจำลองสะพานไม้เจาะบากง เป็นภาพจำที่ประชาชนคุ้นตามาก เมื่อครั้ง ร.9 เสด็จฯ จ.นราธิวาส ปี 2524 ประทับข้างรถยนต์พระที่นั่งบนสะพานไม้ สวนแห่งนี้สะท้อนหลักการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งยังออกแบบให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำ หรือ “แก้มลิง” ในยามวิกฤติจากอุทกภัยอีกแห่งของกรุงเทพฯ    

อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ราว 4,500 ต้น จัดวางคล้ายคลึงป่าธรรมชาติ ปลูกไม้ที่มีความหมายและมีประโยชน์ เช่น การปลูกพืชกรองฝุ่นการปลูกไม้โตเร็วเพื่อสร้างร่มเงา ต้นไม้ประจำจังหวัด ไม้หายาก และพืชบำบัดน้ำ สร้างระบบนิเวศที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน นอกจากจะให้ความรู้หลายมิติที่เข้าถึงได้ง่าย นับเป็น “สวนแห่งความสุข และความยั่งยืน” แก่ปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง.