ประเด็น “สิทธิมนุษยชน” ในประเทศไทยมีหลากมิติรอการพัฒนา ก่อนหน้านี้ภาคประชาสังคม ร่วมกันจัดหัวข้อ “เลือกตั้ง 2566 :ฟังเสียงนโยบายภาคประชาสังคม (Civil Society’s Agenda for the 2023 Thailand Election)” เพื่อสะท้อนข้อเสนอทั้งด้านสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย คนพิการ เด็ก สตรี ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ สิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ไปจนถึงกลุ่มชาติพันธุ์
ทั้งนี้ หวังส่งสัญญาณความตระหนักถึงพรรคการเมือง และรัฐบาลในอนาคต ผ่านการนำเสนอจากผู้เกี่ยวข้องแวดวงสิทธิ มนุษยชนในด้านต่าง ๆ “ประชาธิปไตยยืนหนึ่ง” ขอหยิบบางประเด็นน่าสนใจมาถ่ายทอด

เริ่มจาก สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัท ป่าสาละ จำกัด ระบุ ในฐานะที่ทำวิจัยประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมาหลายปี เห็นว่าการละเมิดสิทธิที่เกี่ยวข้องกับภาคธุรกิจมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นหลายประเด็น โดยเฉพาะกรณีที่บริษัทไทยเข้าไปลงทุน หรือรับซื้อผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านที่กลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอ่อนแอหรือไม่มีเลย ในยุคที่การเคารพสิทธิมนุษยชนกำลังกลายเป็น “จรรยาบรรณสากล” ในการประกอบธุรกิจ
“อยากให้พรรคการเมืองต่าง ๆ เสนอนโยบายกำหนดความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจ ที่วางอยู่บนฐานการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับความรับผิดชอบของธุรกิจ เพิ่มความโปร่งใส ซึ่งจะเพิ่มพลังของผู้บริโภคในการติดตาม ตรวจสอบธุรกิจ สร้างความเท่าเทียมในสนามแข่งขัน”
นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้บริษัทในประเทศไทยสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขของประเทศคู่ค้าหลายประเทศที่มีแนวโน้มจะใส่ข้อกำหนดด้านสิทธิมนุษยชนเข้ามา มากขึ้น เช่น ควรออกกฎหมายห้ามการเลือกปฏิบัติ และออกกฎหมายบังคับให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องดำเนินการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านตามหลักการชี้แนะ UNGP (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights)
สฤณี มองว่า ตลอดห่วงโซ่อุปทานหากมีกฎหมายนี้ บริษัทขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเกษตรก็ต้องตรวจสอบว่า ตนมีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยเพียงใดกับการเผาแปลงปลูก ไม่ว่าจะในที่ราบ หรือบนดอย ในห่วงโซ่อุปทานของตน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งของวิกฤติฝุ่นพิษ PM2.5 ในประเทศ และชี้แจงว่าบริษัทมีมาตรการลดแรงจูงใจในการเผาของเกษตรกรอย่างไร เป็นต้น

ขณะที่ นิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ ผอ.เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) เปิดเผยว่า ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในประเทศนี้ถูกกล่อมเกลาจากชนชั้นนำระบอบอำนาจนิยมและเสรีนิยมใหม่ให้เชื่อจนกลายเป็นสิ่งปกติ คนจน 4.4 ล้านคน รายได้ต่ำกว่า 2,803 บาทต่อเดือน ในขณะที่คนรวย 40 ตระกูล มีมูลค่าทรัพย์สิน 143,595 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นร้อยละ 28.5 ของ GDP
“ที่ดินอยู่ในมือคนมั่งมีกว่า 6 แสนไร่ เท่ากับจังหวัดสมุทรปราการ แต่มีคนไร้ที่ดินคนไร้บ้านจำนวนมาก เด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษากว่า 1.2 ล้านคน เด็กครอบครัวยากจนเข้าถึงมหาวิทยาลัยเพียงร้อยละ 11 ผู้สูงอายุและคนพิการได้รับเบี้ยยังชีพต่ำกว่าเส้นความยากจน 3-5 เท่า”
นิติรัตน์ ระบุ การเลือกตั้งครั้งนี้ จึงมี “เดิมพัน” ระหว่างสังคมไทยที่มีความหวังกับความสิ้นหวัง ประชาธิปไตยกับเผด็จการขวาจัด รัฐเผด็จการอำนาจนิยมกับรัฐสวัสดิการ และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โอกาสการศึกษาที่เท่าเทียมกับธุรกิจการศึกษาที่สร้างหนี้สิน การเข้าถึงสิทธิเสมอกันถ้วนหน้ากับระบบสงเคราะห์ ที่ตีตราคนจนแบ่งแยกเลือกปฏิบัติ รวมทั้งการสร้างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยกับการคงอยู่ของระบบอำนาจนิยม
ด้าน อธิพันธ์ ว่องไว หัวหน้าโครงการกาลพลิก มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า หน่วยเลือกตั้งต่าง ๆ ควรมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สามารถอำนวยความสะดวกให้แก่คนพิการสามารถไปใช้สิทธิลงคะแนนได้จริง เช่น บางหน่วยสถานที่ไม่อำนวยในการช่วยเหลือตัวเองได้มากนัก ควรเน้นการออกแบบให้รองรับคนทุกรูปแบบ เพราะคนพิการต่างตั้งใจจะไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เลือกคนดีเข้ามาบริหารประเทศ

นอกจากนี้ ยังต้องการให้พรรคการเมืองต่าง ๆ มีนโยบายด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ต้องมีกลไกสนับสนุนผู้ช่วยคนพิการ โดยนโยบายต่าง ๆ ต้องไม่มาจากทัศนคติ “ด้านการสงเคราะห์” แต่ควร “เพิ่มค่าจ้าง” คนพิการให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดผู้ช่วยคนพิการมากขึ้น
“ด้านกลไกผู้ดูแลคนพิการไม่ควรขึ้นอยู่กับอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เพียงอย่างเดียว และต้องพัฒนากองทุนคนพิการให้ใช้งานตอบโจทย์คนพิการอย่างเต็มประสิทธิภาพ ที่สำคัญการเลือกตั้งต้องเคารพสิทธิและเสียงของคนพิการ”
ส่วน นัสรี พุ่มเกื้อ ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่เยาวชนไร้ความหวัง เด็กและเยาวชนหลายคนถูกผลักออกจากระบบการศึกษา สถิติการเกิดขึ้นของปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนในประเทศยังรู้สึกว่าตนเองไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง และการแสดงออกทางการเมืองที่มักจะถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรงและการถูกดำเนินคดี
“ตอนนี้ความหวังของพวกเรานั้นริบหรี่ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเลือกตั้งทั่วไป แต่ผลของการเลือกตั้งครั้งนี้ หากเราชนะ และข้อเรียกร้องของภาคประชาสังคมสัมฤทธิผล จะเป็นตัวจุดชนวนความหวัง และเป็นเชื้อไฟให้กับเด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้เติบโตในสังคมไทย หากผู้นำประเทศคาดหวังที่จะให้เราเติบโตที่นี่ ต้องสร้างสภาพแวดล้อม และสังคมที่ดีสำหรับการเติบโตของพวกเราด้วย”
อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคม ย้ำว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 14 พ.ค.นี้ เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้สมัคร ส.ส. และพรรคการเมือง ต้องให้น้ำหนักกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน และยึดมั่นในการพัฒนาสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ ตามที่ภาคประชาสังคมนำเสนอต่อพรรคการเมืองด้วย.



