สวัสดีประชาชนชาวไทยทุกท่าน หลังจากที่ได้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเมื่อวันที่ 13 กันยายน ดิฉันมีกำหนดการที่จะเดินทางไปเยือน 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย

ดิฉันได้มีโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อปี 2561 ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านตุลาการ เช่น ด้านอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของไทยและเดินทางไปเยือนสถานพินิจ ซึ่งจนถึงวันนี้ยังมีความทรงจำในครั้งนั้นได้เป็นอย่างดี

ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนานกว่า 600 ปี โดยมีพระราชไมตรีระหว่างพระราชวงศ์ของทั้งสองประเทศเป็นรากฐานและพัฒนาความสัมพันธ์ในหลากหลายระดับโดยผ่านการแลกเปลี่ยนกันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งความร่วมมือระหว่างญี่ปุ่น-ไทย ก็มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงที่นักธุรกิจญี่ปุ่นเดินทางมาประเทศไทยเพื่อทำธุรกิจ มีชาวไทยจำนวนไม่มากนักที่มีโอกาสได้เดินทางมาเยือนประเทศญี่ปุ่น แต่ทว่า ในปัจจุบันมีชาวไทยจำนวนมากเดินทางมาเยือนประเทศญี่ปุ่นและเพลิดเพลินกับดอกซากุระ หิมะ และอาหารญี่ปุ่น เป็นต้น

เมื่อปีที่แล้ว เป็นปีแห่งการครบรอบ 135 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตญี่ปุ่น-ไทย และเพื่อปรับให้เหมาะสมกับการก้าวไปสู่ยุคสมัยใหม่ ทั้งสองประเทศได้ยกระดับความสัมพันธ์ขึ้นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) ในช่วงเวลาที่ถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์เช่นนี้ ทั้งสองประเทศได้ส่งเสริมความร่วมมือในด้านใหม่ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เป็นต้น จากนี้ไป ญี่ปุ่นและไทยจะร่วมกันใช้จุดแข็งของตนให้เป็นประโยชน์ และเร่งส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันต่อไป

ในช่วงเวลานี้ที่ไทยได้มีรัฐบาลใหม่ ดิฉันจะร่วมมือกับนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อาเซียนในอนาคต รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ ไปจนถึงปัญหาในระดับโลก เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศภายใต้กรอบความสัมพันธ์ใหม่ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น การเดินทางมาเยือนประเทศไทยของดิฉันในครั้งนี้ มีเป้าหมาย 2 ประการดังต่อไปนี้

ประการที่ 1 เพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-ไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในประเทศไทยมีบริษัทญี่ปุ่นเข้ามาทำธุรกิจอยู่ประมาณ 6,000 บริษัท สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วประเทศไทยจึงเป็นฐานที่มั่นขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจอันเข้มแข็งอย่างยิ่ง การลงทุนในประเทศไทยของบริษัทญี่ปุ่นในช่วง 40 ปีที่ผ่านมานั้นมีจำนวนรวมสะสมมากถึงราว 3.5 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 40% ของการลงทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ ประเทศญี่ปุ่นยังให้ความร่วมมือในด้านการสร้างโครงสร้างพื้นฐานซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวไทยทุกท่านมาเป็นระยะเวลายาวนาน เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และรถไฟฟ้ามหานคร เป็นต้น ดิฉันมุ่งหวังที่จะช่วยผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอันแน่นแฟ้นเช่นนี้ ให้ยิ่งก้าวหน้าขึ้นไปอีก

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี พบหารือกับนายนะชิดะ คะสุยะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย 13 ก.ย. 2566

ประการที่ 2 ส่งเสริมการประสานงานร่วมกันเพื่อรับมือกับสถานการณ์ในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ภายใต้สถานการณ์ที่โลกต้องเผชิญกับวิกฤตต่างๆทับซ้อนกัน การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ ที่เสรีและเปิดกว้างโดยยึดหลักกฎหมายเป็นพื้นฐานถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดีย และอยู่ในจุดศูนย์กลางภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง จึงถือเป็นประเทศที่มีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ในการดำรงไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศ ดังที่ประเทศไทยได้แสดงออกถึงความเป็นผู้ริเริ่มในฐานะที่เป็นประเทศสำคัญในภูมิภาค เช่น การเป็นผู้นำในการจัดตั้งกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS) เป็นต้น

ญี่ปุ่นและไทยได้จับมือกันเป็นหุ้นส่วนเพื่อพัฒนาภูมิภาคนี้ร่วมกัน จากนี้ไปญี่ปุ่นก็จะให้ความร่วมมือกับไทย ในการช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืนในภูมิภาค รวมถึงจะร่วมมือกับไทยในการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ในประชาคมโลก เช่น การแพร่กระจายของข่าวปลอม และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นต้น

ปีนี้ถือเป็นปีเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ญี่ปุ่น-อาเซียน นับตั้งแต่ปี 2516 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นและอาเซียนได้เป็นหุ้นส่วนที่มีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น หรือเรียกได้ว่าเป็น “หุ้นส่วนแบบใจถึงใจ” ที่ได้สร้างความสัมพันธ์ในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อการสร้างสันติสุข ความมั่นคง พัฒนาการ และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคมนี้ มีการจัดการประชุมสุดยอดญี่ปุ่น-อาเซียนสมัยพิเศษขึ้นที่กรุงโตเกียว และจะประกาศวิสัยทัศน์ความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ในการประชุมครั้งนี้ด้วย ญี่ปุ่นและไทย รวมถึงญี่ปุ่นและอาเซียน จะร่วมมือซึ่งกันและกัน เพื่อแก้ไขปัญหาซึ่งประชาคมโลกกำลังเผชิญอยู่ พร้อมทั้งพัฒนาภูมิภาคให้มีความสมบูรณ์ โดยปราศจากการใช้กำลังและการกดขี่ รวมไปถึงให้ความสำคัญกับเสรีภาพและกฎหมาย

บ้านเกิดของดิฉันอยู่ที่จังหวัดชิสุโอกะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ ยามาดะ นางามาซะ ผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ออกญาเสนาภิมุขจากพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอยุธยา จากผลสำเร็จในการส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศ รวมถึงเป็นหัวหน้าหมู่บ้านญี่ปุ่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา

ดิฉันจึงขอมุ่งมั่นทำงานในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศต่อไป เฉกเช่นเดียวกับ ยามาดะ นางามาซะ ที่ได้อุทิศตนในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ.

เครดิตภาพ : สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย