นับตั้งแต่มีการเปิดเผยแผนดังกล่าวเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว สกุลเงินเยนสูญเสียมูลค่ามากถึง 10% เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ สืบเนื่องจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ยุติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดำเนินมานานนับสิบปี โดยปรับการควบคุมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้รัฐบาลโตเกียว ต้องลดแผนการจัดซื้อด้านกลาโหมอันทะเยอทะยาน

เจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่งกล่าวว่า กระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นไม่เหมือนกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำธุรกิจในต่างประเทศ เพราะกระทรวงไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหมายความว่า มันมีวิธีไม่มากที่จะลดต้นทุนของยุทโธปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นในสกุลเงินเยนได้

นายคริสโตเฟอร์ จอห์นสโตน ประธานฝ่ายญี่ปุ่นจากศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และระหว่างประเทศ (ซีเอสไอเอส) กล่าวว่า สัญญาณใด ๆ ที่บ่งชี้ว่า นายกรัฐมนตรีฟุมิโอะ คิชิดะ ผู้นำญี่ปุ่น จะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าที่คาดไว้ จากการใช้จ่ายทางทหารอย่างมาก อาจทำให้รัฐบาลวอชิงตันเกิดความไม่สบายใจ เกี่ยวกับความสามารถของพันธมิตรหลัก ในการช่วยควบคุมรัฐบาลปักกิ่ง

คิชิดะอธิบายว่า การเสริมสร้างด้านกลาโหมครั้งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็น “จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์”

เมื่อเดือน ธ.ค. 2565 คิชิดะให้คำมั่นที่จะเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมประจำปีขึ้นสองเท่า เป็น 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งความเคลื่อนให้ที่เปลี่ยนญี่ปุ่นให้กลายเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณทางทหารมากเป็นอันดับ 3 ของโลกเช่นนี้ ถูกนักวิเคราะห์จำนวนมาก และสมาชิกสภานิติบัญญัติของญี่ปุ่น มองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ จนกระทั่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

การลดอำนาจการใช้จ่ายทำให้ญี่ปุ่นตัดสินใจให้ความสำคัญกับอาวุธแนวหน้าขั้นสูงที่ผลิตโดยสหรัฐ เช่น ขีปนาวุธ แต่ในทางตรงกันข้าม นั่นหมายความว่า รัฐบาลโตเกียวลดเงินสนับสนุนเครื่องบินและชุดอุปกรณ์รองอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ผลิตโดยบริษัทญี่ปุ่น

นอกจากนี้ แหล่งข่าวของรัฐบาลยังระบุว่า ในคำของบประมาณกลาโหมประจำปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือน เม.ย. 2567 ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา คำสั่งซื้อเครื่องบินของรัฐบาลโตเกียว ลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 17 ลำ เนื่องจากราคาเครื่องบินเพิ่มขึ้นประมาณ 5,000 ล้านเยนต่อลำ (ราว 1,200 ล้านบาท) นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2565 โดยราวครึ่งหนึ่งของราคาที่สูงขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการอ่อนค่าของสกุลเงินเยน

ขณะที่นักวิเคราะห์หลายคนกล่าวว่า สำหรับคิชิดะ ซึ่งต้องรับมือกับกลุ่มในพรรครัฐบาลที่ถกเถียงกันว่า จะกู้ยืมเงิน หรือขึ้นภาษีเพื่อนำไปใช้จ่ายในการเสริมกำลังด้านกลาโหม การลดการซื้ออุปกรณ์อาจมีปัญหาทางการเมือง น้อยกว่าการขอเงินเพิ่มจากสมาชิกสภานิติบัญญัติ.

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES