ย่างเข้าสู่เดือนที่ 5 ของปีมังกรแล้ว!! ปรากฏว่า สถานการณ์ “ตลาดหุ้นไทย”ยังไม่มีทีท่าว่าจะยกตัวขึ้นไปได้ไกลกว่าดัชนี 1,400 จุด ตามความคาดหวังของบรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์สารพัดที่ฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่าหลังมีรัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” หุ้นไทยจะกลับมาดีขึ้นได้แน่นอน!! แต่จนถึงเวลานี้ สถานการณ์หุ้นไทยยังคงลุ่ม ๆ ดอน ๆ และขาดมนต์เสน่ห์อย่างเห็นได้ชัด!!

ต้องยอมรับว่า ในห้วงเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย กลายเป็นตลาดที่ไร้เสน่ห์ ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ

ผลที่ตามมาก็คือ…ตลาดหุ้นไทยกลับไม่มีสินทรัพย์ลงทุนหรือหุ้น ที่น่าสนใจในสายตาของต่างชาติมากมายนัก แม้ปฏิิเสธไม่ได้ก็ตามว่า ที่ผ่านมาก็มีบริษัทจดทะเบียนมากขึ้นทุกปีก็ตาม แต่บรรดาหุ้นเหล่านั้นคึกคักเฉพาะในช่วงที่เข้ามาระดมทุนเท่านั้น แต่หลังจากทำกำไรกันสักระยะหนึ่ง ก็หมดความน่าสนใจไป สังเกตได้ง่ายบริษัทจดทะเบียนก็ยังเป็นธุรกิจที่อยู่ในโลกใบเก่า

4 เดือนหุ้นร่วง 50.9 จุด

หากมาย้อนดูความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า ดัชนีหุ้นนับตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค. 66 ปิดตลาดหุ้นไทยสิ้นปีที่ 1,418.85 จุด จนถึง เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 67 ตลาดหุ้นปิดที่ดัชนี 1,367.95 จุด เมื่อคำนวณแล้วหุ้นไทยร่วงลงไปจากสิ้นปีที่แล้ว 50.9 จุด นั่นหมายความว่า แม้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ เศรษฐา ทวีสิน ก็ไม่มีผลกับตลาดหุ้นไทย หรือเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนได้ มิหนำซ้ำ ต่างชาติยังขายออกสุทธิ 65,412.54 ล้านบาท

เสียขวัญผิดนัดหุ้นกู้

สาเหตุสำคัญ…มาจากนักลงทุนกังวล “การผิดนัดชำระหุ้นกู้” หลังจาก บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ไอทีดี ประกาศขอขยายเวลาไถ่ถอนหุ้นกู้วงเงิน 1.4 หมื่นล้านบาทออกไปอีก 2 ปี แม้ปัญหาในเรื่องนี้นักลงทุนซึมซับข่าวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เมื่อเปิดปีใหม่มาปุ๊บเรื่องนี้ก็กลับมาหลอกมาหลอนบรรดานักลงทุนทันที อีกทั้งยังมีกระแสข่าวบริษัทอื่นผิดนัดชำระด้วย ก็ยิ่งทำให้บรรดานักลงทุน “เสียขวัญ” กระดานหุ้นร่วงตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค. 67 หลังจากเริ่มเปิดทำการวันที่ 2 ม.ค. 67 ดัชนีหุ้นบวกมากได้ราว 17 จุด

การผิดนัดชำระหนี้หุ้นกู้ ไม่เพียงกระทบราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่ออกหุ้นกู้เท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุนไปทั่ว ทั้งในส่วนของนักลงทุนในประเทศ และนักลงทุนต่างประเทศ จนเกิดความหวาดผวาของบริษัทจดทะเบียนที่ออกหุ้นกู้ และครบกำหนดไถ่ถอนในปีนี้ ซึ่งวงเงินรวมหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนทั้งสิ้นประมาณ 1.07 ล้านบาท”

สาเหตุใหญ่ในเรื่องนี้เห็นทีจะหนีไม่พ้นในเรื่องของปัญหาโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยที่ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าศักยภาพมาก ที่สำคัญ!! ยังมีอาการเติบโตช้าแบบผิดปกติอีกต่างหาก เรื่องนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกิดจากปัญหาภายในประเทศเองหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ ปัญหา โดยเฉพาะด้านการเมืองที่ทำให้ขาดการวางนโยบายและยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาระยะยาว

เฟดยังไม่ลดดอกเบี้ย

ขณะเดียวกันเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังอยู่ในระดับสูง แม้ทางธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีทีท่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังมีทั้งกระแสข่าวว่าจะชะลอไว้ในระดับสูงต่อ และบางข่าวระบุว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในช่วงเดือน ก.ย. ปีนี้ หากนับเดือนไปแล้วก็ยังมีเวลาเหลืออีก 4 เดือน ที่ให้เฟดตัดสินใจ หรืออาจเปลี่ยนใจเปลี่ยนไป…เปลี่ยนมา จนส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนไปอีกหลายเดือน!! และนั่น ก็หมายความถึงตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นกันที่ย่อมหนีไม่พ้นแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกประเทศ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใคร ๆ ก็รู้ว่าตลาดหุ้นไทยน่ะ ขี้ตกใจ หรือไม่ก็ตกใจง่ายมาก อะไรนิดอะไรหน่อย ก็แสดงออกทันที

เศรษฐกิจจีนยังไม่ฟื้น

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีปัจจัยที่ส่งแรงกระแทกตามมาเช่นกัน อย่างกรณีของเศรษฐกิจพี่ใหญ่แห่งซีกโลกตะวันออก อย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ ณ เวลานี้เองก็ยังต้องถูกแรงกระแทกจากหลาย ๆ ปัจจัย จนยังไม่ฟื้น แม้มีแรงต้านทานเพื่อรองรับแรงกระแทกก็ยังแทบทนไม่ไหว โดยเวลานี้เองรัฐบาลจีนอยู่ในช่วงของการออกมาตรการ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้รองรับปัจจัยต่าง ๆ ให้ได้ แม้ประเทศไทยเอง จะเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวจีนกลับเข้ามาท่องเที่ยวในไทย และสร้างการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยได้ดีขึ้น แต่ก็ยังพบว่า…นักท่องเที่ยวจีนยังไม่กลับมา 100%

ความเชื่อมั่นเลือนหาย

ยิ่งไปกว่านั้นการที่ตลาดหุ้นไทยยังย่ำอยู่กับที่และไม่ยอมขยับขึ้นไปสักที ยังมาจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่ผ่านมาเลือนหายไป จากการขาดความมั่นใจว่าหุ้นไทยยังมีความสามารถ ยังมีโอกาสที่ปรับตัวขึ้นต่อได้ หรือมีโอกาสที่เงยหัวต่อไปได้ ด้วยเพราะบรรดานักลงทุนต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ยังไร้ปัจจัยบวก!! ที่เข้ามาช่วยซัพพอร์ตลาดหุ้นไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามเดือดในตะวันออกกลาง จากการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ยิ่งทำให้นักลงทุนทั่วโลกอกสั่นขวัญแขวนกันไปตาม ๆ กัน จนเกิดการโยกเงินจากตลาดหุ้นที่เป็นสินทรัพย์เสี่ยงไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ” ที่เห็นได้ชัดเจนจากตัวเลขราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ปรับขึ้นทุบสถิติสูงสุดใหม่หรือทำนิวไฮเป็นรายวันกันทีเดียว ส่งผลให้ราคาทองรูปพรรณในประเทศไทย นั้นพุ่งทะยานไปกว่า 42,000 บาท ต่อหนึ่งบาททองคำกันทีเดียว

ผิดหวังกำไร บจ.

ด้านผลประกอบการปี 2566 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ออกมา ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนผิดหวังและยิ่งขาดความเชื่อมั่นหนักเข้าไปอีก เพราะมียอดขายเพียง 17,231,564 ล้านบาท ลดลง 2.6% จากต้นทุนการผลิตปรับลดลง 2.2% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารเพิ่มสูงขึ้น 3.9% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก 1,649,990 ล้านบาท ลดลง 12.4% และกำไรสุทธิ 961,042 ล้านบาท ลดลง 10.7% ไม่เพียงเท่านี้นโยบาย “เรือธง” อย่างโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทผ่านวอลเล็ต ก็ต้องมีอันเลื่อนออกไปจากเดิมที่คาดว่าประชาชนคนไทยที่ได้รับสิทธิจะได้ใช้เงินกันในช่วงก่อนสงกรานต์ที่ผ่านมา ก็กลายเป็นว่าอาจใช้จ่ายได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้แทน จากปมปัญหามากมายที่เกิดขึ้น จนกว่าจะลงตัวได้ ก็ยังไม่หมดปัญหาจากการใช้เงินของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรหรือธ.ก.ส.ไปก่อน ต่อให้เป็นเงินยืม แต่หลายคนก็ตั้งข้อสังเกตว่าผิดกฎหมายของธ.ก.ส. หรือไม่ ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 67 ที่ล่าช้าไปมาก จนถึงเวลานี้ รัฐบาลของนายกฯเศรษฐา จะเหลือเวลาเบิกจ่าย เพียงประมาณ 5 เดือนเท่านั้น แม้รัฐบาลเองได้พยายามออกเงื่อนไขสารพัดเพื่อให้การเบิกจ่ายงบในปีนี้ทำให้ได้ 100% ซึ่งงบประมาณกว่า 3.48 ล้านล้านบาท ก็เป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย

งัดสารพัดวิธีดึงดัชนีหุ้น

ด้านภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามสร้างความเชื่อมั่นในตลาดหุ้น พร้อมกับหาสารพัดวิธีมาสร้างแรงจูงใจให้เกิดการซื้อขายและการลงทุนเพื่อดึงดัชนีกลับขึ้นมา ทั้ง “ขยายเวลาทำการซื้อขาย” โดยเปิดการ “ซื้อขายช่วงบ่าย”ให้เร็วขึ้น 30 นาที เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาค และช่วยให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ทันกับความเคลื่อนไหวของข่าวสาร โดยจะเริ่มขยายเวลาซื้อขายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 67 อีกทั้งหลังจากเกิดกรณีของการซื้อขายและไม่ชอบมาพากลของหุ้นมอร์และหุ้นสตาร์ค ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงยกระดับการกำกับดูแลNaked Short Selling และการใช้คอมพิวเตอร์ส่งคำสั่งซื้อขาย โดยเฉพาะการส่งคำสั่งซื้อขายด้วยความเร็วสูง ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการยื่นคำขอหรือลงทะเบียนผู้ลงทุนที่มีการส่งคำสั่งซื้อขายแบบความเร็วสูง เพื่อให้สามารถเห็นข้อมูลผู้ลงทุนในระดับบัญชีย่อย ของบัญชีที่ไม่เปิดเผยชื่อผู้ถือหลักทรัพย์ และจัดให้มีระบบควบคุมการบริหารความเสี่ยงในการส่งคำสั่งซื้อขาย เพื่อตรวจสอบการมีหลักทรัพย์ของลูกค้าที่มีการส่งคำสั่งซื้อขายแบบความเร็วสูง ก่อนที่จะส่งคำสั่งขายเข้ามาในระบบการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการกำหนดเวลาขั้นต่ำของคำสั่งซื้อขาย ก่อนที่จะสามารถแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่ง และเตรียมยกระดับเกณฑ์การซื้อขายใหม่ โดยเฉพาะการใช้มาตรการพิจารณาความเหมาะสมในการกำหนดราคาทำชอร์ตเซลล์ด้วยราคาสูงกว่าราคาครั้งสุดท้าย เพื่อไม่ให้เกิดการดัมพ์ราคาขึ้น โดยคาดหวังว่ามาตรการต่าง ๆ ที่เฮโลกันออกมาในช่วงนี้ จะเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาน่าสนใจได้อีกครั้ง

ณ เวลานี้ “ความเชื่อมั่น” ถือเป็นปัจจัยหลักต่อตลาดหุ้นไทย “ขุนพลเศรษฐกิจ” คนใหม่อย่าง “พิชัย ชุณหวชิร” ที่มาจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตรงจะโชว์ฝีมือจนเรียกมนต์เสน่ห์หุ้นไทยกลับมาได้แค่ไหน?.