ถึงวันนี้ ประชาชนกว่า 36 ล้านคน ที่ลงทะเบียน ดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาทไปแล้ว ก็ยังสับสน และเฝ้ารอกันว่า สุดท้ายแล้วโครงการดิจิทัล วอลเล็ตจะยังมีอยู่หรือไม่ อย่างไร แม้คีย์แมนของรัฐบาลจะออกมายืนยันหนักแน่นว่า รัฐบาลจะแจกต่อแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมั่นใจขึ้นเลย หลังเจอทั้งโรคเลื่อนประกาศผล เลื่อนการลงทะเบียน และเลื่อนแจกเงินจากสิ้นปีนี้ไปเป็นต้นปีหน้าแทน
ความเห็นขัดแย้งกันเอง
ทั้งนี้ เมื่อไล่เรียงไทม์ไลน์ของข่าวดิจิทัล วอลเล็ต ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่นายกฯ เศรษฐา ตกเก้าอี้ไป หากไม่นับเรื่องแจกเงินสด 10,000 บาทให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคนแล้ว ในส่วนของกลุ่มผู้ลงทะเบียนที่เหลือก็ยังถือว่าคลุมเครือ และเต็มไปด้วยความเห็นต่างของพรรคเพื่อไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่เสนอให้มีการจ่ายเงินสดสิ้นปี 5,000 บาท และเงินดิจิทัลปีหน้าอีก 5,000 บาท
ส่วน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง ที่ปลุกปั้นโครงการนี้มาตั้งแต่เริ่มแรก ยืนกรานหนักแน่นว่าต้องการแจกเป็นเงินดิจิทัลให้ครบทั้ง 10,000 บาท เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของโครงการให้สำเร็จ และวางโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลให้ประเทศ ขณะที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และรมว.คลัง ก็ไม่ได้ตกปากรับคำว่าจะแจกอะไร โดยแสดงความตั้งใจอยากนำเงินงบประมาณก้อนนี้ไปใช้พัฒนาขีดความสามารถการแข่งขันที่จำเป็นด้านอื่นมากกว่า
ตั้งบอร์ดคุมงบ1.8แสนล.
อนาคตของโครงการดิจิทัล วอลเล็ต จึงเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม? เพราะแม้ตอนนี้รัฐบาลจะตั้งงบประมาณปี 68 วงเงิน 1.8 แสนล้านบาทสำหรับเตรียมแจกเงินดิจิทัลไว้แล้ว แต่เอาเข้าจริงเงินก้อนนี้ก็สามารถปรับเปลี่ยน เล่นแร่แปรธาตุไปใช้ทำอย่างอื่นได้ ไม่ได้ล็อกไว้แค่ทำดิจิทัลวอลเล็ต เนื่องจากในงบก้อนนี้ถูกตั้งให้เป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้ มากกว่าการแจกเงินดิจิทัลเพียงอย่างเดียว
สอดคล้องกับสถานการณ์ล่าสุดจากทำเนียบรัฐบาล ที่นายกฯ แพทองธาร ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมา โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และหน่วยงานด้านเศรษฐกิจอื่น ๆ อีกครบครัน มาแทนที่คณะกรรมการนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาทในยุคนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ ที่ยุบไป โดยมีเป้าประสงค์หลัก คือ การเข้ามาควบคุมการใช้งบประมาณทั้งก้อนกว่า 1.8 แสนล้านบาท ว่าควรนำไปใช้ทำอะไรดี
ย่อส่วนดิจิทัลวอลเล็ต
ถอดรหัสได้ว่า งบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 วงเงิน 1.8 แสนล้านบาท จะไม่ถูกนำไปใช้ดิจิทัล วอลเล็ต ทั้งหมดแน่นอน แต่จะแปรสภาพไปเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
อื่น ๆ โดยดิจิทัล วอลเล็ต จะไม่ใช่โครงการหลักแต่เป็นโครงการส่วนเสริมของภาพรวมการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมดของรัฐบาล เหตุผลอีกข้อหนึ่งหากรัฐบาลตั้งใจจะดัน “ดิจิทัล วอลเล็ต” แบบจริงจัง ก็สามารถตั้งคณะกรรมการนโยบายดิจิทัล วอลเล็ต เข้ามาดูแลเหมือนสมัยนายกฯเศรษฐาไปแล้ว ที่สำคัญหากคำนวณตัวเลขงบประมาณที่เตรียมไว้ กับยอดผู้ลงทะเบียน 36.4 ล้านคน เมื่อหักบัตรคนจนและผู้พิการ 14.5 ล้านคนออกแล้ว จะเหลือแค่เกือบ 22 ล้านคน ถ้าแจกคนละ 1 หมื่นบาท จะต้องใช้เงินถึง 2.2 แสนล้านบาท ซึ่งเกินกว่างบ 1.8 แสนล้านบาทที่ตั้งไว้ ดังนั้น ไส้ในของดิจิทัล วอลเล็ต เฟส 2 หากมีการเดินหน้าต่อก็ต้องปรับรายละเอียด ย่อส่วนให้เล็กลง แต่รายละเอียดการแจกเงินดิจิทัล หน้าตาจะเป็นอย่างไร เมื่อไรก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
รอผลแจกเงินสด1หมื่นบ.
สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อดิจิทัล วอลเล็ต เฟส 2 คือ ผลลัพธ์จากมาตรการแจกเงินสด 10,000 บาทให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคน และมาตรการปลุกตลาดหุ้นของรัฐบาล ว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีได้มากน้อยแค่ไหน เพราะในมุมของรัฐบาลคาดหวังไว้เยอะว่า จากทั้ง 2 มาตรการจะช่วยให้ประชาชนทั้งระดับบน กลาง และล่าง มีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และทำให้จีดีพีปีนี้มีโอกาสขยายตัวถึง 3% ได้เลย
เพราะในส่วนประชาชนฐานราก กลุ่มเปราะบางจะมีเงินใช้จ่ายถึง 145,000 ล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้ถือว่ามีขนาดใหญ่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลมีการแจกเงินมา ทำให้เพิ่มกำลังซื้อแก่ประชาชนฐานรากได้มาก ขณะที่มาตรการปลุกตลาดหุ้น ทั้งการเพิ่มการลดหย่อนภาษีกองทุนไทย อีเอสจี เป็น 3 แสนบาท รวมถึงการเปิดขายกองทุนวายุภักษ์ 1 อีก 1.5 แสนล้านบาท ก็จะช่วยเพิ่มปริมาณเงินในตลาดหุ้นได้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ประกอบกับภาวะดอกเบี้ยโลกขาลง จะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคัก และคนไทยที่เล่นหุ้นมีเงินออกมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่ม
บูมตลาดหุ้นช่วยนักลงทุน
ครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังเอง ก็เคยประเมินไว้ในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยมีดัชนีอยู่ 1,300 จุดว่า “ถ้าดัชนีหุ้นขึ้นทุก ๆ 100 จุด จะทำให้ตลาดหุ้นไทยมีขนาดเพิ่มขึ้น 1.2-1.3 ล้านล้านบาท หรือหากขึ้น 200 จุด จะคิดมีขนาดเงินมากเป็น 2.5 ล้านล้านบาท ดังนั้นถ้าทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้น นักลงทุนในตลาดหุ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนไทย ก็จะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นทันที”
ดังนั้น หากทั้ง 2 มาตรการนี้เห็นผล ก็จะสามารถเข้ามาปลุกกำลังซื้อที่เคยด้านชาให้ฟื้นกลับมาได้ ก็อาจทำให้ความจำเป็น การทำโครงการดิจิทัล วอลเล็ต ที่มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้ออาจจะลดน้อยลง หรือการที่ใช้ ดิจิทัล วอลเล็ต เพื่อช่วยวางโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศนั้น ก็มีน้ำหนักน้อย เมื่อเทียบกับเงินที่ใช้เงินมากเป็นแสน ๆ ล้านบาท

ฟันธงแจกไม่ถึงหมื่น
จึงประเมินได้ว่า ดิจิทัล วอลเล็ต อาจจะยังคงอยู่ เพื่อไม่ให้ถูกตราหน้าเป็นความล้มเหลวของรัฐบาล แต่รายละเอียดการแจกเงิน อาจเหลือน้อยลงไม่ถึง 10,000 บาทต่อคน และไม่มีแรงกดดันที่จะต้องรีบแจกภายในสิ้นปีนี้แล้ว เพราะว่าเงินที่ใส่ให้ทั้งบัตรคนจน และผู้พิการนั่นน่าจะเพียงพอหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วงปลายปี และทำให้มีเวลาทำระบบชำระเงินผ่านแอป ทางรัฐ ให้เสร็จก่อนแบบ
ชัวร์ ๆ ซึ่งรัฐบาลมีเวลาพัฒนาระบบอีก 9-12 เดือน ก่อนที่งบก้อนนี้จะสิ้นสุดระยะเวลาการใช้ในวันที่ 30 ก.ย.68 หรือสิ้นปีงบประมาณหน้า
อีกหนึ่งเหตุผลที่มาสนับสนุนคือ กลุ่มคนที่ลงทะเบียนเงินดิจิทัล วอลเล็ต ผ่านแอปทาง
รัฐ ที่หักกลุ่มเปราะบางออกไปแล้วนั้น ส่วนมากจะเป็นคนชั้นกลางซึ่งในแวดวงทางเศรษฐศาสตร์ ประเมินกันว่า การแจกเงินให้กับคนระดับกลาง และระดับบน มีความเป็นไปได้ว่าเงินจะไม่ถูกนำออกมาใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะคนกลุ่มนี้อาจจะเลือกนำเงินที่ได้มาเก็บออม และใช้จ่ายกันเท่าเดิม ดังนั้น การแจกเงินให้คนกลุ่มนี้ อาจมีการปรับให้เหมาะสม เช่น วิธีการจ่ายแบบ โค-เพย์ หรือคนละครึ่งแทน
จับตาจัดสรรงบหนุน ศก.
คำถามต่อมา เมื่อดิจิทัล วอลเล็ต อาจไม่ใช้เงินเยอะเหมือนก่อน แล้วงบกระตุ้นก้อนใหญ่ 1.8 แสนล้านบาท จะถูกนำไปใช้ทำอะไรดี เรื่องนี้ถือเป็นภารกิจหลักของคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจนายกฯ แพทองธาร จะต้องพิจารณาให้รอบคอบให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจทั้งปี 68
ถือว่าเป็นปีที่เผชิญกับความไม่แน่นอนค่อนข้างเยอะ แม้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ 2.5-3.5% แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน 4-5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะดอกเบี้ยขาลงหลังเฟดประกาศหั่นดอกเบี้ย ปัญหาสงครามในตะวันออกกลางที่ทำท่าจะรุนแรงจนอาจกระทบต่อราคาน้ำมันตลาดโลก การค้าโลกที่มีผลต่อการส่งออกไทย ทิศทางการท่องเที่ยวในประเทศ ตลอดจนเรื่องการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ และความไม่แน่นอนทางการเมือง
ลุ้นฟื้นเราเที่ยวด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลายหน่วยงานก็เริ่มส่งซิกขยับขอเข้ามาใช้งบก้อนนี้แล้ว เช่น นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ก็ออกมาแล้วเตรียมนำโครงการ เราเที่ยวด้วยกัน กลับมากระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยอีกครั้ง หรือ ไทยเที่ยวไทย เพราะเป็นโครงการที่ได้ผลจริง ขอให้ลบความคิดด้านการเมืองไปเลย เพราะอะไรที่ประชาชนได้ประโยชน์เราต้องทำ
แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีอีกหลายโครงการที่จำเป็น ซึ่ง นายพิชัย รมว.คลัง เคยออกมาพูดระหว่างแถลงนโยบายรัฐบาลต่อสภา ว่าเงินก้อนนี้จำเป็นต้องถูกจัดสรรไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ไม่ใช่แต่จะกระตุ้นกำลังซื้ออย่างเดียว ยกตัวอย่าง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะแรงงานไทยเตรียมพร้อมสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำ ที่วันนี้เกิดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและความพร้อมของแหล่งน้ำในประเทศครั้งใหญ่
ดังนั้น สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้ไปแบบต้องไม่กะพริบตา คือเรื่องของเงินงบประมาณก้อนนี้วงเงินประมาณ 1.8 แสนล้านบาท จะถูกใช้ไปทางไหน จะถูกเปลี่ยนจากวิกฤติการเมือง ไปเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจหรือไม่ ขึ้นอยู่กับฝีมือรัฐบาลและนายกฯ แพทองธาร และที่สำคัญต้องไม่ให้กลายเป็นมหกรรมแบ่งเค้กก้อนโต เพื่อการเมืองเหมือนทุกยุคทุกสมัยอีก!!.



