คูร์ราตา วัย 28 ปี เปิดร้านเมื่อปีที่แล้ว เพื่อสร้างพื้นที่ให้บริการผู้หญิงในเมืองบันดาอาเจะห์ เมืองเอกของจังหวัดอาเจะห์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะ “เมืองแห่งร้านกาแฟ 1,001 ร้าน”
แม้จังหวัดอาเจะห์ยังเป็นที่รู้จักจากการเป็นสถานที่ประสบคลื่นยักษ์สึนามิครั้งรุนแรงที่สุดในโลก และเกิดการจลาจลของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ยาวนานหลายสิบปี แต่สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนจังหวัดนี้คือ “กาแฟ”
ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างจังหวัดอาเจะห์กับกาแฟ เริ่มขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน ในยุคที่เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศเจ้าอาณานิคม ซึ่งในปัจจุบัน เกษตรกรชาวอินโดนีเซียปลูกต้นกาแฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก บนที่ราบสูงอันเขียวขจี
นอกจากนี้ จังหวัดอาเจะห์ยังคงเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง ในด้านค่านิยมอนุรักษนิยมแบบสุดโต่ง ซึ่งรวมถึงกฎหมายชารีอะห์ ที่กำหนดให้ผู้หญิงชาวมุสลิมต้องสวมใส่ฮิญาบ
จริงอยู่ที่ผู้หญิงชาวอินโดนีเซีย ไม่ได้ถูกห้ามทำงานในภูมิภาคเดียวของประเทศ ที่บังคับใช้กฎหมายอิสลาม กระนั้น การเปิดร้านกาแฟกลับถูกมองว่าเป็นงานของผู้ชาย
“มันเป็นเรื่องยากมากสำหรับผู้หญิงในจังหวัดอาเจะห์ ในการแสวงหาการศึกษาหรือการประกอบอาชีพ เพราะนอกจากข้อจำกัดทางกฎหมาย พวกเธอยังต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งทางสังคมด้วย” นายอันเดรียส ฮาร์โซโน จากองค์กรสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ส วอทช์” (เอชอาร์ดับเบิลยู) กล่าว
อนึ่ง คูร์ราตา ซึ่งเป็นเจ้าของคาเฟ่โดยไม่มีหุ้นส่วนทางธุรกิจ มองเห็นความต้องการพื้นที่สำหรับผู้หญิง ในการทำงานหรือพบปะเพื่อนฝูง ซึ่งเธอและทีมบาริสต้าของเธอ ชงกาแฟสดให้กับลูกค้าที่สวมฮิญาบเป็นส่วนใหญ่ และร้านยังมีหนังสือเด็กและผ้าอนามัยวางจำหน่ายอยู่ใกล้ ๆ ด้วย
“ที่นี่ไม่มีควันบุหรี่ ไม่มีเสียงดัง และมีบรรยากาศที่อบอุ่นมาก มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้หญิงสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ ตัดสินใจ และเป็นผู้นำได้” คูร์ราตา กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ชายบางคนก็เข้าดื่มกาแฟที่ร้านของเธอเช่นกัน
ก่อนที่จะเริ่มต้นธุรกิจร้านกาแฟ คูร์ราตาสูญเสียบิดามารดาในตอนที่เธอมีอายุ 8 ขวบ จากเหตุการณ์สึนามิในมหาสมุทรอินเดีย เมื่อปี 2547 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตรวมมากกว่า 200,000 ราย และหมู่บ้านของเธอ ใกล้กับเมืองบันดาอาเจะห์ ถูกทำลายย่อยยับ แต่คูร์ราตารอดชีวิตมาได้ และได้รับการเลี้ยงดูจากป้าและลุงของเธอ
คูร์ราตา กล่าวเสริมว่า เธอต้องการระบายความเศร้าโศก ด้วยการช่วยเหลือผู้หญิงคนอื่น ให้ค้นพบความเข้มแข็งของตนเอง ซึ่งเธอมองว่า ผู้หญิงชาวอินโดนีเซียยังคง “กลัวที่จะเริ่มต้น” เนื่องจากเกรงว่าผู้ชายจะพูดจาไม่ดี และพวกเขามักเชื่อว่าผู้หญิงควรอยู่แต่ในบ้าน อย่างไรก็ตาม คนรุ่นเก่าต่างเข้าใจว่า กาลเวลาได้เปลี่ยนไปแล้ว
แม้รายได้ของร้านมอร์นิง มามา จะไม่คงที่ แต่คูร์ราตา กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดของเธอ คือ การเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงคนอื่น ๆ เพราะเธอเชื่อว่า ผู้หญิงมีความสามารถมากกว่าที่คนอื่นยกย่อง และพวกเธอสามารถเป็นผู้นำ ผู้สร้าง และผู้บุกเบิกได้.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



