การรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศด้วยการใช้ยากินแม้ว่าจะเป็นหนทางแรกและสะดวกต่อการรักษาก็ตาม แต่เมื่อใช้ยากลุ่มนี้ไปเรื่อย ๆ จนเป็นเวลานาน ก็จะทำให้คนไข้นั้นไม่สามารถตอบสนองต่อการใช้ยากลุ่มนี้ได้ ภาวะอีดีถือว่าเป็นภาวะเรื้อรังซึ่งต้องมีการตรวจติดตามอาการ ไม่เพียงเพิ่มการสื่อสารกันระหว่างแพทย์และคนไข้ แต่ยังเป็นการให้ความรู้แก่คนไข้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งการตรวจติดตามอาจเป็นการแนะนำการใช้ยาหรืออาจมีการปรับการใช้ยาโดยอาจเป็นเวลาการใช้ยา หรือปริมาณการใช้ยา หรือแนะนำให้มีการกระตุ้นทางเพศเพื่อให้เกิดการแข็งตัวที่ดีก็ได้ โดยการศึกษาหนึ่งได้แนะนำการใช้ยาและปรับขนาดยาพบว่า คนไข้ 32-44% ที่ไม่ตอบสนองต่อยาในตอนแรกกลับมาตอบสนองต่อยา 

ฉลากยาพีดีอี 5 ไอ ส่วนมากระบุว่าสามารถทานยาพร้อมหรือไม่พร้อมกับอาหารก็ได้ ถึงแม้จะมีข้อควรระวังว่าอาหารที่ไขมันสูงอาจทำให้การออกฤทธิ์ช้าลงก็ตาม ซึ่งฤทธิ์ของยาอาจลดลงได้หากคนไข้ไม่ทราบถึงข้อนี้  นอกจากนี้การกระตุ้นทางเพศที่ไม่เพียงพอหลังจากใช้ยาก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ไม่ตอบสนองต่อยาได้ โดยเฉพาะในคนอายุมาก มีการศึกษาจำนวนมากแสดงว่าการรักษา
ภาวะไขมันในเลือดสูงช่วยให้การตอบสนองต่อยาดีขึ้นได้ มีการศึกษาเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศในชายที่มีภาวะอีดีและคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และไม่ตอบสนองต่อยา พีดีอี 5 ไอ ด้วยยาลดไขมัน พบว่ามีการแข็งตัวขององคชาตที่ดีขึ้นและการตอบสนองต่อยาพีดีอี 5 ไอ ดีขึ้น ชายที่มีระดับฮอร์โมนเพศต่ำและไม่ตอบสนองต่อยาพีดีอี 5 ไอ อาจได้ประโยชน์จากการปรับระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนให้เป็นปกติ 

การเสริมฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนควบคู่กับการใช้ยาพีดีอี 5 ไอ มีประโยชน์ในชายที่ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำ โดยมีการตอบสนองต่อยาพีดีอี 5 ไอ ที่ดีขึ้น อาจเกิดจากการที่มีการไหลเวียนของเลือดสู่องคชาตมากขึ้นระหว่างมีการกระตุ้นทางเพศ การศึกษาอื่นสอดคล้องกับผลนี้โดยมีการศึกษาในชายที่มีระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำ (ช่วงเช้าได้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 4 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และยืนยันแล้วว่าไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาพีดีอี 5 ไอ พบว่าการใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน 1% ทุกวันร่วมกับยาเฉพาะกิจ 50  มิลลิกรัมเป็นเวลา 12 สัปดาห์พบว่ามีการแข็งตัวขององคชาตที่ดีขึ้นมาก ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงควรตรวจคัดกรองภาวะฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำในชายที่เป็นอีดีก่อนการรักษา.


……………………
ดร.อุ๋มอึ๋ม

อ่านบทความทั้งหมดคลิกที่นี่