จากแนวคิดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้มีการรับซื้อหนี้ประชาชนจากระบบธนาคาร คล้ายกับการมีบริษัทบริหารสินทรัพย์ (เอเอ็มซี) ซึ่งเป็นการรับซื้อหนี้เพื่อมาบริหาร โดยแยกหนี้ดี และหนี้เสียเอ็นพีแอล ที่มียอดค้างชำระหนี้เกิน 90 วัน เพื่อนำมาให้รัฐหรือหน่วยงานของรัฐนำไปบริหาร โดยหวังว่าจะช่วยเปิดทางให้ประชาชนที่มีหนี้เหล่านี้ ให้มีช่องว่างในการหายใจหรือมีช่องว่างในการเดินหน้าทำมาหากินต่อไปได้
แนวคิดในเรื่องนี้!! ทำให้ในเวลานี้เป็นกระแสที่ถูกพูดถึงกันอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะในปัจจุบันบริษัทซื้อหนี้มาบริหารอย่างเอเอ็มซีมีมากถึง 87 แห่ง และถ้าหากมีการซื้อหนี้ประชาชนผ่านเอเอ็มซีที่จัดตั้งขึ้นมา หรืออาจเป็น เนชันแนล เอเอ็มซี หรือบริษัทบริหารหนี้แห่งชาติ จะประสบความสำเร็จ หรือสามารถแก้ไขปัญหาหนี้ประชาชนได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้ว เพียงแค่เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น?
เอเอ็มซีคือใคร?
บริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี เป็นสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่บริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงิน โดยรับซื้อรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ รวมถึงหลักประกันของสินทรัพย์นั้น เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายต่อไป โดยการดำเนินการของบริษัทบริหารสินทรัพย์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
สำหรับปัจจุบันไทยมีบริษัทบริหารสินทรัพย์ เอเอ็มซี มาบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.เอเอ็มซี ที่รับซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินหลายแห่ง และ 2.เอเอ็มซี ที่รับซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงินบางแห่งโดยเฉพาะ โดยส่วนใหญ่เป็นเอเอ็มซี ที่สถาบันการเงินจัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารหนี้เสียของตนเอง
ร่วมกลุ่มบริหารหนี้
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือแบงก์ชาติ ได้เปิดโอกาสให้ธนาคาร และบริษัทบริหารสินทรัพย์ เข้ามายื่นขอจัดตั้ง บริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมทุน (เจวี เอเอ็มซี) ซึ่งจะเป็นการรวมกลุ่มเข้ามาตั้งบริษัทเอเอ็มซี เพื่อโอนย้ายหนี้เอ็นพีแอลที่มีในระบบธนาคารออกไปบริหาร โดยถือเป็นแนวทางบริหารหนี้ของธนาคารในอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากเก็บหนี้เอ็นพีแอลไว้และมาบริหารเอง ซึ่งการขายไปให้เอเอ็มซีจะทำให้ธนาคารเบาตัวลง เพราะไม่ต้องแบกหนี้เอ็นพีแอลไว้
สาเหตุในช่วงเวลานั้นที่แบงก์ชาติเปิดโอกาสให้ร่วมจัดตั้งเอเอ็มซีขึ้นมา เป็นหลังจากเกิดวิกฤติโควิด และให้ธนาคารระบายหนี้เอ็นพีแอลออกจากระบบ จึงมีมาตรการส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทบริหารสินทรัพย์สามารถร่วมลงทุนในกิจการร่วมทุน ในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อจัดตั้งกิจการร่วมทุนแล้ว จะมีระยะเวลา 15 ปีในการดำเนินกิจการร่วมทุน นั่นหมายถึงภารกิจเคลียร์หนี้เอ็นพีแอลต้องจบภายในระยะเวลาที่กำหนด

แต่สุดท้ายแล้วบริษัทเจวี เอเอ็มซี ไม่ได้มีธนาคารและเอเอ็มซี สนใจมากเท่าไรนัก มีเพียงไม่กี่รายที่ยื่นขอจัดตั้งเจวี เอเอ็มซี เพราะธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ มีแนวทางบริหารจัดการหนี้ของตนเอง ไม่ว่าจะขายไปบริษัทเอเอ็มซีโดยตรง และเลือกเก็บไว้บริหารหนี้เอง เพราะลูกหนี้บางรายยังมีความหวังว่าจะกลับมาได้อีกครั้ง และสามารถสร้างผลตอบแทน มีรายได้เข้ามาในอนาคต ทำให้ต้องกลับมาดูว่าการมีเอเอ็มซีเพื่อซื้อหนี้ประชาชนในครั้งนี้จะทำในรูปแบบใด

ระวังจงใจเบี้ยวหนี้
การซื้อหนี้ประชาชนในครั้งนี้ รูปแบบยังไม่ชัดเจนและรายละเอียดยังไม่มาก แต่หลายฝ่ายเป็น ห่วงถึงปัญหาที่อาจตามมา โดยเฉพาะการจงใจเบี้ยวหนี้เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ หรือที่เรียกกันว่า มอรัลฮัดซาร์ด ในเรื่องนี้“แบงก์ชาติ” ได้ออกมาให้ความเห็นว่า ขณะนี้ยังต้องรอความชัดเจนของรูปแบบประเภทหนี้ที่จะเข้าข่าย และรายละเอียดต่าง ๆ ก่อน ซึ่งที่ผ่านมา ในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน ธปท. คำนึงถึงหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ประการแรก ต้องสนับสนุนวินัยทางการเงินที่ดี ไม่สร้างแรงจูงใจที่ผิด จนทำให้เกิดปัญหามอรัลฮัดซาร์ด กล่าวคือ ต้องมีกลไกส่งเสริมให้ลูกหนี้มีวินัยและมีความรับผิดชอบทางการเงิน ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการเป็นหนี้ซ้ำซ้อนในอนาคต
ประการที่สอง สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของลูกหนี้ในระยะข้างหน้า กล่าวคือ ความช่วยเหลือที่ให้ต้องไม่ไปลดทอนความแม่นยำในการประเมินความเสี่ยงของเจ้าหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อได้ด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม และ ประการที่สาม ต้องแก้ปัญหาหนี้อย่างตรงจุด และเสริมสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบการเงินในภาพรวม โดยคำนึงถึงความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรและงบประมาณของประเทศเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ช่วยกลุ่มต่ำแสน
ขณะที่ล่าสุด นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นอกจากจะรับลูกไอเดียของนายทักษิณแล้ว
ยังระบุถึงแนวทางคร่าว ๆ ว่า แนวทางการรับซื้อหนี้ครั้งนี้จะเป็นการเข้ามา ช่วยกลุ่มที่มีหนี้เสียเอ็นพีแอลที่มีมูลหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วน 35% ของหนี้เอ็นพีแอลในระบบกว่า 1.22 ล้านล้านบาท หรือ กลุ่มนี้มีอยู่เป็นมูลหนี้ 400,000 ล้านบาท โดยนายพิชัยเอง มองว่า การเลือกหนี้ที่มีมูลหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท นี้ ก็เพราะเห็นว่าส่วนใหญ่ เป็นหนี้รายย่อย ที่อยู่เฉย ๆ ไม่ยอมเข้าโครงการคุณสู้เราช่วย หรือเป็นหนี้ที่ทางแบงก์โทรฯ ไปตามแล้วไม่ได้รับการตอบรับ หรือเป็นหนี้ที่ทางแบงก์ไม่สามารถติดตามตัวลูกหนี้ได้
ทั้งนี้ทั้งนั้น…นายพิชัย มองว่า หากสามารถนำหนี้เหล่านี้ออกมาจากระบบได้ ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่มีมากถึง 13 ล้านล้านบาท นั้นลดลงไปได้ โดยเฉพาะสัดส่วนหนี้ต่อผลผลิตมวลรวมในประเทศ หรือสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีลดลงไปได้วย
จากข้อมูลของเครดิตบูโร พบว่าหนี้ด้อยคุณภาพ หรือหนี้เสียเอ็นพีแอล ที่มีหนี้ค้างชำระมากกว่า 90 วัน มีจำนวนยอดหนี้เสีย 1.22 ล้านล้านบาท คิดเป็น 9.5 ล้านบัญชี ซึ่งเป็นตัวเลขที่อาจนำพาไปสู่วิกฤติ ให้ภาครัฐและภาคการเงินได้ร่วมกันออกมาตรการ
ช่วยเหลือประคับประคองลูกหนี้ในช่วงที่ผ่านมาหลังจากเกิดวิกฤติโควิด-19 หนึ่งในวิธีแก้คือการใช้เครื่องมือผ่านเอเอ็มซี
ซื้อหนี้ในอดีต
แนวคิดของนายทักษิณที่ให้ซื้อหนี้จากประชาชนลักษณะคล้ายกับเอเอ็มซี ซึ่งหากย้อนไปดูในอดีต ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ครั้งแรก โดยเมื่อปี 40 ที่เกิดวิกฤติการเงิน วิกฤติต้มยำกุ้ง ในประเทศไทยได้เคยจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (ทีเอเอ็มซี) ซึ่งถือเป็นความหวังความรอดจากภาวะวิกฤติในสมัยนั้น
ในขณะที่หลังจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 ที่มีหนี้เสียเอ็นพีแอล มากถึง 52.3% ของสินเชื่อรวมในเดือนพ.ค.42 หรือคิดเป็น 2.5 ล้านล้านบาท เป็นวิกฤติหนี้อย่างแท้จริง เพราะสถาบันการเงินต่างๆไม่มีกำลังพอที่จะแก้ไขหนี้ก้อนนี้ได้ ทำให้เกิดการจัดตั้งเอเอ็มซี ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ เพื่อแยกหนี้เสียออกไปบริหาร
ทีเอเอ็มซี เป็นบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ที่เกิดขึ้นในปี 44 และได้ซื้อหนี้ก้อนใหญ่ 7.8 แสนล้านบาทจากธนาคารไปบริหาร แต่ดูเหมือนว่าปัญหาในครั้งนี้แตกต่างออกไป โดยมีนักเศรษฐศาสตร์หลายรายต่างมีความเห็นว่า ในช่วงเวลานี้จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องมีเอเอ็มซีเกิดขึ้นเพื่อซื้อหนี้ประชาชน เพื่อหนี้เสียที่เกิดขึ้น ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยได้มีการปรับโครงสร้างหนี้ หรือได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารไปบางส่วนแล้ว
ตลาดบริหารหนี้ท้าทาย
“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่า ปัญหาในรอบนี้แตกต่างออกไป นั่นคือ หนี้เอ็นพีแอลทั้งธุรกิจและรายย่อยจำนวนไม่น้อยผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และมาตรการช่วยเหลือจากทั้งธนาคารพาณิชย์และทางการ สถานการณ์เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูงทำให้ปัจจัยด้านรายได้ของธุรกิจและครัวเรือนไม่ชัดเจน ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสำเร็จในการแก้ไขหนี้
นอกจากนี้ ตลาดการบริหารหนี้ก็มีความท้าทายมากขึ้นจากการที่หนี้ที่ไหลเข้ามาในระยะหลัง แก้ยากขึ้น อีกทั้งการระบายทรัพย์สู่ตลาดตามกระบวนการทางกฎหมาย ก็น่าจะใช้เวลาเช่นกัน ท่ามกลางผู้ซื้อและอำนาจซื้อที่จำกัด ดังนั้น แนวคิดในการจัดตั้งเอเอ็มซีในรอบนี้ จึงต้องคำนึงถึงสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปข้างต้นด้วย เพื่อออกแบบรูปแบบธุรกิจและกลไกการจัดการให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปมากขึ้น
สุดท้ายแล้วการซื้อหนี้ประชาชนที่เป็นแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรี จะทำให้รัฐบาลนำมาออกแบบสอดรับกับแนวคิดอย่างไร และต้องรอติดตามรูปแบบของการซื้อหนี้ประชาชนว่าจะเป็นแบบไหน แต่หากยังเหมือนกับการจัดตั้งเอเอ็มซี เพื่อรับซื้อหนี้ ก็เหมือนแค่แยกหนี้ดีกับหนี้เสียออกจากกัน และก็คงไม่ต่างจากรูปแบบเดิมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่เห็นหนทางในการแก้ปัญหาหนี้ให้จบลง.



