ทั้งนี้ “วงการสงฆ์” ยุคปัจจุบันถูกพวก “เหลือบ” ก่อพฤติกรรม “ทำให้มัวหมอง” อยู่เป็นระยะ โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีกรณี “ภาพลับแชทสยิว” ว่อนไปทั่วโลกโซเชียล ซึ่งจริงหรือไม่จริงนั่นก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตาม จากที่ พระพยอม หรือ พระราชธรรมนิเทศ ท่านระบุไว้ แม้ท่านจะใช้คำแรง แต่ก็โดนใจชาวพุทธที่ “เอือม”เต็มทีกับพวก “เหลือบผ้าเหลือง”

เมื่อเอือมก็ “ต้องช่วยกันสอดส่อง”

เอือมก็ “ต้องช่วยกันขับไล่เหลือบ”

โดย “มีคำว่าสมณสัญญาใช้ช่วยได้”

คำว่า “สมณสัญญา” คำนี้เป็นส่วนหนึ่งจากที่ทางพระพยอมท่านได้ระบุไว้ ซึ่งชาวพุทธทั่วไปอาจจะคุ้นบ้างไม่คุ้นบ้าง…สุดแท้แต่ อย่างไรก็ดี กับคำว่า “สมณสัญญา” คำนี้…ก็ถือเป็น “ศัพท์พระพุทธศาสนาที่สำคัญ” อีกคำหนึ่ง เป็น “ศัพท์สงฆ์” ที่ชาวพุทธที่ไม่ใช่สงฆ์ก็น่าจะ “รู้ไว้ใช่ว่า” เพราะความหมายของคำ ๆ นี้ก็น่าจะ “ปรับใช้เพื่อช่วยบ่งชี้เหลือบผ้าเหลืองได้”

เกี่ยวกับศัพท์สำคัญ-คำสำคัญทางสงฆ์ดังกล่าว ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล ณ ที่นี้ เกี่ยวกับ “ความหมาย” ของศัพท์คำว่า “สมณสัญญา” คำนี้ มีข้อมูลใน เว็บไซต์ชมรมธรรมธารา https://dhamtara.com ที่ได้อธิบายถึงคำศัพท์ดังกล่าวไว้ในบทความ “บาลีวันละคำ” ไว้น่าสนใจ กล่าวคือ… คำว่า “สมณสัญญา” นั้นอาจจะถอดความได้ว่า…เป็นการ“สัญญาว่าตนเองนั้นเป็นสมณะ” ซึ่งคำ ๆ นี้จะต้องออกเสียงว่า “สะ-มะ-นะ-สัน-ยา” โดยเป็นคำที่เป็นการผสมจากคำ 2 คำ คือ “สมณ + สัญญา” นั่นเอง …นี่เป็นความหมาย และที่มาของคำว่า “สมณสัญญา” ที่บทความในเว็บไซต์นี้อธิบายไว้

และหาก “แยกคำศัพท์” ทั้ง 2 คำนี้ออกมา คือ “สมณ” กับ “สัญญา” แต่ละคำก็จะมี “รากศัพท์” และ “ความหมาย” อีกด้วย เริ่มจาก “สมณ” ที่ออกเสียงว่า “สะ-มะ-นะ” มีรากศัพท์มาจาก “สมฺ” ที่แปลว่า “ธาตุ หรือความสงบ” โดยแปลตามศัพท์ได้ว่า “ผู้สงบจากบาปด้วยประการทั้งปวงด้วยอริยมรรค” หรือแปลสั้น ๆ ได้ว่า “ผู้สงบ” โดยมักหมายถึง นักบวช ภิกษุ บรรพชิตทั้งนี้ ในพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ได้แปล “สมณ” ไว้ว่า… คือ A wanderer, recluse, religieux ส่วน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2554 ระบุไว้ว่า… สมณ” หรือ “สมณะ” เป็นคำนาม ซึ่งแปลว่า “ผู้สงบกิเลสแล้ว

นี่เป็น “ความหมายคำว่าสมณสมณะ”

ที่…“หมายถึงภิกษุในพระพุทธศาสนา”

ขณะที่ “สัญญา” ในภาษาบาลีจะเขียนว่า “สญฺญา” มีรากศัพท์มาจาก “สํ” ที่มีความหมายว่า “พร้อมกัน” กับ “ญา” ที่แปลว่า “ธาตุ หรือรู้” และเมื่อนำมาแปลตามศัพท์จะมีความหมายว่า “ธรรมชาติเป็นเครื่องจำ” โดยมีความหมายได้หลายอย่าง ได้แก่… 1.ความรู้สึก ความรับรู้ ความจำได้ ความหมายรู้ 2.ความสังเกตจดจำ ความสุขุม ความตระหนัก 3.แนวคิด ความคิด ความเข้าใจ 4.สัญญาณ กิริยาท่าทาง เครื่องแสดง เครื่องหมาย และ 5.ความประทับใจจากความรู้สึกและการจำได้

นี่เป็นความหมายของคำว่า “สัญญา”

ที่นำมาผสมเป็นคำว่าสมณสัญญา”

นอกจากนี้ คำว่า “สมณสัญญา” นี้ ใน “พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ ป.. ปยุตฺโต” ก็ได้อธิบายไว้ในพจนานุกรมว่า… จะมีความหมายสำคัญที่บ่งบอกถึงความเป็นสมณะ หรือบ่งชี้ถึงความกำหนดใจตนเองว่าเป็นสมณะ รวมไปถึงสำนึกในความเป็นสมณะของตน …นี่ก็เป็นนิยามศัพท์คำนี้ที่ชาวพุทธรู้ไว้ก็น่าจะใช้ช่วยสอดส่องปกป้องศาสนาได้

และใน “คัมภีร์อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต” พระไตรปิฎกเล่ม 24 ข้อ 101 ก็ได้แสดงถึง “สมณสัญญา” ไว้ว่า… ประกอบด้วย 3 อย่าง ดังนี้คือ 1.เววณฺณิยมฺหิ อชฺฌูปคโต แปลว่า… บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว อาการกิริยาใดของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้น 2.ปรปฏิพทฺธา เม ชีวิกา แปลว่า… การครองชีพของเราเนื่องด้วยผู้อื่น เราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย และ 3.อญฺโญ เม อากปฺโป กรณีโย แปลว่า… คุณความดีอื่นที่เราต้องทำให้ดียิ่งขึ้นไปยังมีอยู่อีก มิใช่มีเพียงเท่านี้

นี่ก็ “ความหมาย” ที่มีการอธิบายไว้

กับศัพท์พุทธสำคัญสมณสัญญา

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของบทความ “บาลีวันละคำ” ที่เผยแพร่ไว้ใน เว็บไซต์ชมรมธรรมธารา https://dhamtara.com ได้ระบุถึงความมี “สมณสัญญา” ไว้ว่า… เพศของภิกษุเป็นอุดมเพศ คือเพศที่สูง เป็นที่เคารพบูชาของคฤหัสถ์ ถ้าภิกษุยังเป็นคนเอิกเกริกเฮฮาก็ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพบูชา จนไม่แตกต่างอะไรกับคฤหัสถ์ ก็ไม่สมควรแก่เพศบรรพชิตหรือสมณะเลย เพราะไม่เป็นไปเพื่อสละคืนคลายกิเลสราคะ หากกลับทำกิเลสราคะให้มากขึ้น …นี่เป็นบางช่วงบางตอนในช่วงท้ายบทความนี้ ที่ตอกย้ำว่าเมื่อ “ครองสมณเพศ” ก็ควร “ต้องมีสมณสัญญา” ด้วย …ซึ่งจากข้อมูลนี้ก็น่าจะฉายภาพ…

ฉายภาพได้” กรณี “ไม่มีสมณสัญญา”

น่าจะช่วยชี้ได้” ถึง “เหลือบผ้าเหลือง”

ที่พระพยอมท่านว่า…“ต้องขับไล่!!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์