ทั้งนี้ ยุคนี้สมัยนี้ที่มีโซเชียลมีเดียแพร่หลาย กับการ “ลวงเอาทรัพย์ผู้อื่น” ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย เกิดขึ้นแพร่หลายตามไปด้วย ซึ่งเป็น “ภัยลวง” ที่เรา ๆ ท่าน ๆ ก็ต้องตระหนักในการ “ระมัดระวังให้มาก” โดยหลาย ๆ ฝ่ายก็มีการให้ข้อมูลเชิงเตือนให้ตระหนัก และ ณ ที่นี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็ขอร่วมสะท้อนย้ำเตือนเน้น ๆ กันไว้…
“ภัยลวงเอาทรัพย์” นั้น “มีหลายแบบ”
“ลวงโดยอ้างลงทุนหุ้น” ก็ “มีเรื่อย ๆ”
“ลวงโดยอ้างแบบอื่น ๆ” ก็ “มีอีกอื้อ”
กล่าวสำหรับ “ภัยลวงโดยอ้างลงทุนหุ้น” นั้น ก็มีข้อมูลเชิงเตือนให้ตระหนักไว้โดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในเว็บไซต์ https://www.sec.or.th/ ผ่านชุดข้อมูล “6 ข้อ เช็กก่อนเชื่อ ไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ” ซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล ร่วมสะท้อนย้ำเตือนผู้ที่คิดจะลงทุนด้านหุ้น ซึ่งโดยสังเขปเกี่ยวกับ “จุดสังเกตที่ต้องระวัง” มีการระบุไว้ 6 ข้อ กล่าวคือ… 1.เสนอผลตอบแทนสูงเกินจริง เร่งรัดให้ตัดสินใจลงทุน, 2.คำโฆษณาชักชวนว่า ไม่มีความรู้ก็ลงทุนได้, 3.อ้างสัญลักษณ์หน่วยงานรัฐ ตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือสมาคมที่เกี่ยวกับการลงทุน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ, 4.แอบอ้างรูปดารา คนดัง หรือผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่, 5.ชื่อผู้รับโอนใช้ชื่อบัญชีส่วนตัว, 6.ปลอมแปลงใบอนุญาตอ้างชื่อหรือตั้งชื่อให้ใกล้เคียงบริษัทที่อยู่ภายใต้การกำกับ

นอกจากนี้ ชุดข้อมูลโดย ก.ล.ต. ดังกล่าวข้างต้นยังมีส่วนที่ระบุไว้ถึง “Tips: เช็กก่อนเชื่อ” ซึ่งเนื้อหาในส่วนนี้มี “3 ประการ” ดังนี้คือ… ตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนที่ได้รับอนุญาตได้ที่แอปพลิเคชัน SEC Check First และดูด้วยว่าประเภทใบอนุญาตที่ได้รับตรงกับบริษัทที่อ้างถึงหรือไม่, ตรวจสอบไปยังบริษัทหรือบุคคลที่ถูกอ้างถึง ตามช่องทางติดต่อที่เป็นทางการของบริษัทหรือบุคคลนั้น, ควรโอนเงินเข้าบัญชีปลายทางที่เป็นชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับอนุญาต และพร้อมกันนี้ในชุดข้อมูลโดย ก.ล.ต. ดังกล่าวก็ยังระบุไว้ด้วยว่า… หากพบการโฆษณาชักชวนลงทุนที่ไม่น่าไว้ใจ สามารถร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสได้ที่ ศูนย์บริการประชาชน ก.ล.ต. โทร. 1207 กด 2 หรืออีเมล์ [email protected]
ข้อมูลข้างต้นนี้ “กันภัยลวงลงทุนหุ้น”
และข้อมูลต่อจากนี้ “กันภัยลวงอื่น ๆ”
ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ขอสะท้อนเพิ่มเติมโดยพลิกแฟ้มสะท้อนย้ำการ “เตือนภัยลวงลงทุน” จากที่ ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล ผู้อำนวยการ ศูนย์ที่ปรึกษาและสร้างการเติบโตทางธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เคยสะท้อนไว้ถึง “ธุรกิจ 7 แบบที่ควรจะต้องไตร่ตรองให้มากเป็นพิเศษ”ที่ถึงวันนี้ก็ยังน่าตระหนัก ประกอบด้วย… 1.ธุรกิจอ้างขายตรง ที่ไม่เคยเห็นตัวสินค้าจริง ๆ เลยแต่ผู้ชักชวนลงทุนบอกว่าขายได้ หรือมีเงื่อนไขบังคับให้ต้องซื้อสินค้าสต๊อกไว้เยอะ ๆ, 2.ธุรกิจแบบแชร์ลูกโซ่ ที่ไม่ได้เน้นขายสินค้าจริงซึ่งมักเปลี่ยนสินค้าไปเรื่อย ๆ มีการชวนเชื่อว่าลงทุนน้อย-ผลตอบแทนสูง
3.ธุรกิจที่โฆษณาเกินจริง อวดอ้างคุณภาพสูง–อ้างผลตอบแทนการลงทุนสูง ดูเกินจริงจากมูลค่าสินค้าไปมาก, 4.ธุรกิจลวงผ่านอบรมสัมมนา ที่แฝงมากับคอร์สอบรมที่ให้สมัครเป็นสมาชิกเพื่อจะรับสินค้าไปขาย, 5.ธุรกิจอ้างเป็นแฟรนไชส์ ที่ไม่เคยเห็นมีธุรกิจอยู่แต่มีการชักชวนให้ลงทุนซื้อแฟรนไชส์, 6.ธุรกิจที่แอบอ้างการกุศลที่ทำให้เหยื่อหลงเชื่อโดยอ้างว่าจะมีการนำรายได้ไปบริจาคด้านต่าง ๆ เช่น สร้างวัด ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เป็นต้น และ 7.ธุรกิจลวงลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลเช่น หลอกให้ลงทุน NFT หลอกให้ลงทุนเงินคริปโตปลอม …ทั้งนี้ย้ำว่าถ้าเจอ 7 แบบนี้“คิดให้เยอะ”
และกับการ “คิดให้เยอะเพื่อกันถูกลวงลงทุน” นั้น ผศ.ดร.ภูษิต ก็ระบุผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ถึง “จุดสังเกต 10 ล. ที่เป็นการลวง” โดยสังเขปมีดังนี้คือ… “ล่อใจ” อ้างว่าหวังดี อยากช่วยให้รวย, “ลวงหลอก” ให้เหยื่อรีบตัดสินใจด้วยเงื่อนไขเวลา จะได้ไม่เช็กข้อมูลเพิ่มเติม, “ลาภลอย” หรือ Passive Income ใช้ถ้อยคำ เช่น ไม่ต้องทำเยอะก็รวยได้, “ลึกซึ้ง” ลวงลงทุนผ่านเหยื่อรายที่เป็นคนรู้จักกับคนที่เป็นเป้าใหม่, “ลับเฉพาะ” ใช้วิธีหลอกเหยื่อให้เหยื่อเกิดความรู้สึกพิเศษกับข้อเสนอ
“เลือกให้ข้อมูลแค่บางมุม” ให้ข้อมูลแต่ด้านดี ปิดบังความเสี่ยง, “เลื่องลือ” ที่พบบ่อย ๆ คือแอบอ้างคนดังการันตีความสำเร็จ เพื่อให้เชื่อ, “ลึกลับ” ใช้ศัพท์เทคนิคที่ทำให้รู้สึกว่ามีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ ทำให้ไม่รู้สึกสงสัย, “ลังเล” ทำให้เหยื่อเกิดความลังเลก่อนจะเร่งรัดรวบรัดให้รีบลงทุนมิฉะนั้นจะพลาดโอกาส และ “ลองลงทุน” โดยมักเริ่มจากให้เหยื่อทดลองลงทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อน เมื่อเหยื่อฮุบเบ็ด ได้รับค่าตอบแทนการลงุทน ก็จะถูกลวงให้ลงทุนเป็นจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ …เหล่านี้เป็น “10 ล.”ที่ก็ปรับใช้เป็น“หลักสังเกต”ได้สำหรับใครที่คิด “จะลงทุน” ไม่ว่าจะด้านใด จะเป็นหุ้นหรืออะไรก็ตาม
ทั้งนี้ จาก “ข้อมูลเตือนภัยลวงลงทุน” ในตอนต้น “6+3” ประการ และในตอนท้าย “7+10” ประการ …ต่าง ๆ เหล่านี้ “ตระหนักไว้ใช่ว่า…ป้องกันปัญหาถูกหลอกลวง”รวมถึงกับ “คาถาอมตะ”ที่ทาง ผศ.ดร.ภูษิต ได้สะท้อนไว้ด้วย คือ…
“คาถาอมตะ ที่ใช้ได้ดีเสมอนั้น…
ก็ยังเป็นการมีสติ และไม่โลภ”.
สกู๊ปเดลินิวส์



