ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีกระแสอื้ออึงกรณี “แม่สวมรอยเป็นลูกสาว!!” ที่มีการ “ใช้รูปลูกเป็นเหยื่อล่อ!!” เพื่อดึงดูดหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ให้รู้สึกสนใจจนตัดสินใจเข้ามาพูดคุยเพื่อสานสัมพันธ์ ก่อนที่เรื่องจะแดงเพราะความแตกทีหลัง
เกี่ยวกับ “ปรากฏการณ์ชวนอึ้ง” กรณี “แม่ขโมยอัตลักษณ์ดิจิทัลของลูกสาวเพื่อใช้แอบอ้างเป็นตัวเอง” เพื่อหวังจะดึงดูดให้ผู้คนในโซเชียลอยากเข้ามาพูดคุย หรือสานสัมพันธ์ด้วยนั้น เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องไม่ธรรมดา และเป็นเรื่องที่กำลังกลายเป็น “ปัญหาในยุคดิจิทัล” โดยการ “ใช้ตัวตนคนอื่น” พฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นแค่ลักษณะนิสัย แต่ยังอาจสะท้อนถึง “ส่วนลึกในจิตใจ” ของคน ๆ นั้นด้วย ซึ่งการ “สวมรอยเป็นคนอื่น” ในภาษาอังกฤษมีการใช้คำเรียกว่า“แคทฟิชชิ่ง (Catfishing)”
ที่หมายถึง “ขโมยอัตลักษณ์ของผู้อื่น”
เป็นหนึ่งใน “พฤติกรรมเชิงลบที่ไม่ดี”
ทั้งนี้ จากข้อมูลในหลาย ๆ แหล่ง ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อ ณ ที่นี้โดยสังเขป… กับคำว่า “แคทฟิช (Catfish)” นั้น ต้นกำเนิดคำนี้มาจาก “ชื่อภาพยนตร์สารคดีอเมริกัน” ที่ฉายเมื่อปี ค.ศ. 2010 ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกพี่ชายและเพื่อนแอบถ่ายทำขณะที่กำลังสร้างความสัมพันธ์โรแมนติกกับหญิงสาวบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ ส่งผลให้มีการสร้างซีรีส์เกี่ยวกับเรื่องนี้ตามมาด้วย ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยกย่อง-นำสู่การบัญญัติศัพท์คำว่า “Catfishing” ที่ถูกนำมาใช้แพร่หลายในเวลาต่อมา เพื่อใช้อธิบายเกี่ยวกับ “กิจกรรมหลอกลวงประเภทหนึ่ง” กิจกรรมที่เป็น “การสร้างตัวตนปลอมบนโซเชียล” เพื่อจุดประสงค์ที่ไม่ดี…
นี่เป็นโดยสังเขป…“Catfish-Catfishing”
พฤติกรรมที่ไม่ได้มีแค่ในหนัง…แต่มีจริง ๆ

ขณะที่ในทางจิตวิทยา “พฤติกรรม Catfish-Catfishing” มีข้อมูลระบุไว้ว่า…ก็เป็นหนึ่งในพฤติกรรมที่มีการศึกษาอย่างกว้างขวาง โดยการ “ชอบขโมยอัตลักษณ์บุคคลอื่นเพื่อนำไปแอบอ้างเป็นตัวเอง” นั้น… มักจะเกี่ยวข้องกับ “ภาวะทางจิตใจที่ซับซ้อน” และอาจจะ “มีแรงจูงใจเบื้องหลังกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม” ดังกล่าว อาทิ… 1.การหลีกหนีจากความเป็นจริง เนื่องจากคนที่ขโมยอัตลักษณ์คนอื่นมาใช้เป็นตัวเองอาจกำลังมีความรู้สึก เช่น ไม่พอใจในชีวิต ไม่พอใจรูปลักษณ์ หรือสถานะตนเอง จึงสร้างโลกในจินตนาการขึ้น ที่ตนเป็นที่ต้องการและน่าดึงดูดใจ โดยใช้ตัวตนคนที่ดูดีกว่า
2.ความต้องการการยอมรับ อย่างเช่น… การได้รับความสนใจและความรักจากผู้ชายหลายคน ถึงแม้จะมาจากการหลอกลวง แต่ในแง่ความรู้สึกแล้วการทำเช่นนี้ก็สามารถเติมเต็มความรู้สึกว่างเปล่า หรือความรู้สึกไร้ค่าในใจได้ และ 3.ความต้องการใช้ชีวิตผ่านผู้อื่น ที่อาจจะเกิดขึ้นมาจากความรู้สึกในใจที่อยากจะใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากเป็น โดยผ่านตัวตนของคนอื่น เช่น ลูกสาว ซึ่งกรณีนี้อาจจะสะท้อนได้ถึงความเสียใจ-ความไม่สมหวังในอดีต ของคนที่มีพฤติกรรม Catfish
นอกจากในเรื่องของแรงจูงใจแล้ว… คนที่มีพฤติกรรมในลักษณะนี้ยัง อาจจะเข้าข่ายเป็นผู้ที่ “มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพ” ด้วย เช่น… อาจ มีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง หรืออาจ มีความต้องการเป็นที่ชื่นชมในระดับสูงกว่าปกติ รวมถึงยัง อาจจะเข้าข่ายผู้ที่ “มีบุคลิกภาพแบบฮิสทริโอนิก” เช่น… ต้องการเรียกร้องความสนใจ อยากให้ตนเองเป็นศูนย์กลางความสนใจทั้งหมด หรือผิดปกติเกี่ยวกับการแสดงอารมณ์ ที่มีลักษณะตื้นเขินและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เป็นต้น
นี่เป็นแรงจูงใจ-ปัจจัยที่อาจเป็นตัวกระตุ้น
ทำให้มีนิสัย“ชอบแอบอ้างเป็นคนอื่น”
และนอกจากข้อมูลข้างต้นแล้ว ยังมีข้อมูลที่ระบุไว้อีกว่า… ในบางการศึกษา บางงานวิจัย มีการระบุว่าการที่บางคนแสดงออกทางพฤติกรรมผ่านการ “แอบอ้างเป็นบุคคลอื่น” หรือ “ขโมยอัตลักษณ์ผู้อื่นมาใช้” นั้นก็ อาจฉายภาพ “ปัญหาในจิตใจ” ที่คนนั้นกำลังมีอยู่ ได้แก่ รู้สึกไม่มั่นคงและต่ำต้อยซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด โดยผู้กระทำไม่พอใจรูปลักษณ์ สถานะ ชีวิตตนเอง จึงสร้างตัวตนในอุดมคติขึ้น เพื่อหลีกหนีความจริง หรือเพื่อให้ได้สัมผัสประสบการณ์ที่ชีวิตจริงไม่มีวันได้รับ
หรืออาจ…เหงาและโหยหาความสัมพันธ์ บางคนอาจรู้สึกโดดเดี่ยวและมีปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ในโลกจริง จึงสร้างตัวตนปลอมให้เชื่อมต่อผู้อื่นได้โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวหรือการถูกปฏิเสธ, แสวงหาอำนาจและการควบคุม ผู้กระทำบางคนได้รับความพึงพอใจจากการควบคุมอารมณ์และบงการความรู้สึกเหยื่อได้, ความเบื่อและความบันเทิงโดยเฉพาะในกลุ่มคนอายุน้อย ที่บางครั้งเกิดจากการอยากทดลองว่าจะหลอกคนอื่นได้หรือไม่, การแก้แค้น โดยใช้ตัวตนปลอมเพื่อเข้าหาและทำลายชื่อเสียงหรือสร้างความเจ็บปวดให้คนที่เคยทำร้ายตนเอง และสุดท้าย ผลประโยชน์การเงิน หรือ “Romance Scam” ซึ่งเป็นรูปแบบที่สร้างความเสียหายได้มากที่สุด …เหล่านี้เป็นข้อมูล “Catfish-Catfishing”โดยสังเขป
แม่อาจเป็นผู้ทำ–ลูกอาจเป็นเหยื่อแม่
เรื่องนี้ก็สะท้อนถึง “ภัยในยุคดิจิทัล”
ที่ “บางกรณีคนใกล้ตัวแหละตัวดี!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



