ทั้งนี้ ข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร หรือ กทม. ดังกล่าวนี้ จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 10 ม.ค. 2569โดยเนื้อหานั้นเกี่ยวกับ“การเลี้ยงสัตว์-สัตว์เลี้ยง”ดังที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้นำเสนอไปแล้วในตอนที่แล้วโดยสังเขป พร้อมชี้เตือนว่าจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนเพื่อการปฏิบัติตาม โดยอย่าเบาใจกับเวลาอีก 6 เดือน อย่างไรก็ตาม ระหว่างทำความเข้าใจกับข้อบัญญัติหรือกฎหมายนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายเรื่องนี้ในต่างประเทศมาสะท้อนต่อ…

กฎหมายสัตว์เลี้ยงในต่างประเทศ”

ในประเทศต่าง ๆ “เป็นเช่นไรบ้าง??”

เริ่มจากประเทศแถบอาเซียน อย่าง “มาเลเซีย” เขามี กฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ ปี 2558 คือ Animal Welfare Act 2015, Act 772 ที่กำหนดให้ ผู้เลี้ยงต้องรับผิดชอบความต้องการพื้นฐานของสัตว์ เช่น อาหาร น้ำ ที่อยู่ การดูแลสุขภาพ และถ้าพบการทารุณหรือละเลยหน้าที่คนเลี้ยง มีโทษจำคุกสูงสุด 3 ปี ปรับ 100,000 ริงกิต (ราว 800,000 บาท) โดยในส่วนของสุนัข เจ้าของสุนัขในเขตเมืองใหญ่ต้องพาสุนัขไปลงทะเบียนระบบ Pet Passport และต้องฉีดป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ขณะที่รัฐบาลมีการออกนโยบายสนับสนุนทำหมันสุนัขฟรี กับมีการจัดศูนย์พักพิงสัตว์จรจัดขึ้นเพื่อควบคุมประชากรสัตว์เลี้ยง

ดูที่“ฟิลิปปินส์” ก็มี กฎหมายสวัสดิภาพสัตว์ ปี 2541 คือAnimal Welfare Act of 1998, Republic Act No.8485 ที่ปรับปรุงแก้ไขใหม่ในปี 2556 โดยกำหนดให้ ผู้เลี้ยงต้องปฏิบัติตามหลัก 5 Freedoms ป้องกันไม่ให้เกิดการทารุณสัตว์หรือละเลยการดูแล ถ้าพบมีความผิดก็จะมีโทษปรับสูงสุด 250,000 เปโซ (ราว 150,000 บาท) หรือจำคุกสูงสุด 2 ปี อีกทั้งยัง ควบคุมไปถึงร้านค้าสัตว์เลี้ยงและการขนส่งสัตว์ โดยมีการกำหนดมาตรฐานกรงและยานพาหนะที่ใช้ขนส่งด้วย

ต่อที่ “สิงคโปร์” ที่นี่มี กฎหมายสัตว์และนก คือAnimals and Birds Act, Chapter 7 และกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับร้านค้าสัตว์เลี้ยง-สถานที่รับฝากเลี้ยง โดยที่ ผู้เลี้ยงต้องนำสัตว์ไปติดไมโครชิป จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับสัตว์เลี้ยง และฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครบ นอกจากนั้น สุนัขพันธุ์อันตรายเช่น พิทบูล หากพาไปในที่สาธารณะต้องสวมปลอกคอและสายจูงทุกครั้ง ที่สำคัญ เจ้าของต้องผ่านการฝึกอบรมก่อนจึงจะพาสุนัขไปในที่สาธารณะได้ ขณะที่การทิ้งสัตว์หรือทารุณสัตว์ จะมีโทษปรับสูงสุดถึง 40,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 1,000,000 บาท) หรือจำคุกไม่เกิน 18 เดือน ทั้งนี้ อัตราโทษสูงสุดดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับลักษณะความผิดและสถานะของผู้กระทำผิดด้วย

ไปที่ “อินโดนีเซีย” มีกฎหมายหมายเลข 18 กฎหมายปศุสัตว์และสุขภาพสัตว์ ปี 2552 คือLaw No.18 of 2009 on Husbandry and Animal Healthที่กำหนดให้ ผู้เลี้ยงต้องจัดหาอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม ให้กับสัตว์ และหากทารุณสัตว์ จะมีโทษปรับสูงสุด 1-5 ล้านรูเปียห์ (ราว 2,250-11,250 บาท) หรือจำคุก 1-6 เดือน และในเมืองใหญ่ ๆ มีระเบียบให้เจ้าของลงทะเบียนสุนัขและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า …เหล่านี้เป็น “กฎหมายสัตว์เลี้ยงในอาเซียน” โดยสังเขป

สำหรับประเทศ“ญี่ปุ่น”มีข้อมูลในบางแหล่งระบุไว้ว่า… ถ้าเลี้ยงแมวไม่ต้องลงทะเบียน แต่ การเลี้ยงสุนัขจะต้องไปลงทะเบียนที่หน่วยงานเทศบาลหรือสถานบริการสาธารณสุขท้องถิ่น ซึ่งการลงทะเบียนจะมีการระบุชื่อเจ้าของและที่พักอาศัยที่นำสุนัขมาเลี้ยง จากนั้นจะได้รับป้ายอนุญาตเลี้ยงสุนัขสำหรับไว้ติดที่ปลอกคอตลอดเวลา หรือเปรียบเทียบได้กับ “บัตรประชาชนสุนัข” นั่นเอง โดยค่าธรรมเนียมการลงทะเบียนเพื่อทำใบอนุญาตนี้ของญี่ปุ่น อยู่ที่ประมาณ 3,000 เยน และถ้าหากเจ้าของสุนัขมีการย้ายที่อยู่ ก็ต้องแจ้งให้หน่วยงานที่ลงทะเบียนรับทราบด้วย …นี่เป็น “กฎหมายการเลี้ยงสุนัข” ในญี่ปุ่น

ส่วนประเทศทางแถบยุโรป กับการเลี้ยงสุนัขนั้น…เยอรมนี”มีกฎระเบียบคือ เจ้าของต้องนำสุนัขไปลงทะเบียนกับทางการท้องถิ่น เพื่อกรอกข้อมูลลงระบบและ ต้องจ่ายภาษีสุนัขรายปี (Hundesteuer) โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และข้อกำหนดแต่ละเมือง รวมถึง ต้องซื้อประกันภัยสุนัข เผื่อกรณีสุนัขทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือกัดผู้อื่นด้วย

ขณะที่ “เนเธอร์แลนด์”ก็มีกฎระเบียบเกี่ยวกับการเลี้ยงสุนัข กล่าวคือ สุนัขทุกตัวต้องลงทะเบียนไมโครชิป และ ต้องจ่ายภาษีรายปีตามจำนวนสุนัขที่เลี้ยง โดยที่ภาษีในส่วนนี้ทางการจะใช้ในการนำไปซื้อถุงเก็บอุจจาระสุนัขสำหรับแจกตามสวนสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เลี้ยงปล่อยให้สุนัขอุจจาระเรี่ยราดจะถูกปรับ คือปรับ 140 ยูโร หรือพาเดินเล่นในที่สาธารณะโดยไม่มีสายจูงจะถูกปรับ 90 ยูโร และ ถ้าทอดทิ้งหรือดูแลสุนัขไม่เหมาะสมจะถูกปรับหนัก คือ 16,000 ยูโร

จากยุโรปไปดูที่ “นิวซีแลนด์”การเลี้ยงสุนัขมีการ กำหนดให้สุนัขอายุ 3 เดือนขึ้นไปต้องฝังไมโครชิป และขึ้นทะเบียน กับ ต้องสวมป้ายข้อมูลติดตัวสุนัขไว้ตลอดเวลา โดยที่ป้ายนี้จะมีข้อมูลเมือง หมายเลขประจำตัว เป็นต้น

…เหล่านี้เป็นข้อมูลโดยสังเขป “กฎหมายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง” ในประเทศต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ใกล้และอยู่ไกลประเทศไทย ทั้งนี้ ตาม “หลักการที่เหมาะสม” แล้ว… กฎหมายที่บังคับใช้ในพื้นที่ใดก็ต้องให้สอดคล้องกับบริบทที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งกับ “ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องการควบคุมและปล่อยทิ้งสัตว์ พ.. 2567” ก็หวังว่าคงเหมาะสม

ที่แน่ ๆ “ชอบไม่ชอบก็ต้องปฏิบัติ”

และขอย้ำว่า “อีก 6 เดือนไม่นาน”

ถ้า “ไม่พร้อมปฏิบัติ…หัวจะปวด!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์