ทั้งนี้ กรณีของการ “เลียนแบบทำตาม” อย่าง “คลิปคนดัง” ที่มี “สไตล์หรือรูปแบบใกล้เคียงกันมาก” ซึ่งกรณีนี้ต้องถือเป็นอีกหนึ่ง…

ปรากฏการณ์สำคัญ” ใน “สังคมดิจิทัล”

และจากคลิปลักษณะนี้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ไม่แปลกที่มีคนมองเป็น “เรื่องธรรมดา”

ทั้งนี้ กับกระแสอื้ออึงบนโซเชียลก่อนหน้านี้ เมื่อปรากฏ “คลิปโชว์ทำอาหาร” ที่มีลักษณะ “รูปแบบกับสไตล์ที่เหมือนกันมาก” ระหว่าง “เวอร์ชั่นสาวไทย” กับ “เวอร์ชั่นสาวจีน” จนลุกลามกลายเป็นที่ถกเถียงกันว่า…เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติทั่วไปที่ใครก็ทำกัน หรือเป็นเรื่องซีเรียส เพราะเข้าข่ายการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา อย่างไรก็ตาม แต่กระแสที่เกิดขึ้น ในแง่ “ปรากฏการณ์สังคมดิจิทัล” ที่เห็นนี้ ทางนักวิชาการนวัตกรรมการสื่อสารโดย ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์ อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) วิเคราะห์ และสะท้อนผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ว่า… ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอน!!เพราะอาจกระทบและสร้างปัญหาได้เช่นกัน…

ผศ.ดร.อาทิตยา ทรัพย์สินวิวัฒน์

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.อาทิตยา กล่าวว่า… การจะชี้ชัดว่า…ใครออริจินัล-ใครก๊อบปี้อาจต้องดูที่เจตนา… เช่น ถ้าต่อยอดจากสไตล์ต้นฉบับอาจไม่เข้าข่ายหรือไม่ชัดว่า…ก๊อปปี้ แต่ถ้าถอดมาเหมือนเป๊ะ ๆ ทั้งสไตล์ รูปแบบ คอนเทนต์ กรณีนี้ก็อาจเข้าข่ายทำซ้ำลอกเลียนแบบ หรือก๊อบปี้ โดยสิ่งที่พบเห็นได้บ่อย ๆ ในการ “นำสูตรสำเร็จคนที่ดังกว่ามาใช้” นั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นในลักษณะที่เรียกว่า… ใช้แค่ไอเดียเป็นแนวทาง” หรือที่เรียกติดปากกันว่า… ใช้เป็น Reference” ซึ่งสามารถพบได้บ่อย ๆ ในกลุ่มของ “คอนเทนต์ครีเอเตอร์มือใหม่” หรือ “อินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่” ที่ยังไม่มีสไตล์ตัวเอง

จึงนิยมใช้สูตรสำเร็จจากคลิปที่ดังอยู่แล้ว

หรือเลือกทำตามคนที่ทำสำเร็จจนโด่งดัง

นักวิชาการคนเดิมยังได้มีการสะท้อนว่า… การยึดถือหรือทำตามแนวทางของคนที่ทำแล้วดัง ทำแล้วปัง หลาย ๆ คนอาจจะมองดูเป็นเรื่องปกติ ดูได้จาก “คอนเทนต์แนวถอดสูตรสำเร็จ” ที่มีมากมายในโลกออนไลน์กับโซเชียล ซึ่งหากเป็นนำสไตล์หรือรูปแบบของคนอื่นมาใช้เป็นไอเดีย หรือที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า… ใช้เป็นเรฟฯ หรือ Reference ก็อาจจะทำได้ แต่จะต้องไม่ใช่ถอดแบบเหมือนกันทุกอย่าง ซึ่งกรณีนี้พบบ่อยในกลุ่มคอนเทนต์รุ่นใหม่ ๆ หรืออินฟลูฯ หน้าใหม่ ที่อาจจะยังไม่มีแนวทาง หรือสไตล์ของตัวเองที่ชัดเจน จึงนิยมใช้เรฟฯ จากแนวทางที่มีคนทำแล้วสำเร็จนำมาใช้…

คนที่ทำแล้วปังเพราะมี Killer Content จนคนจดจำได้ ทำให้มือใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จเร็ว ๆ จึงทำตาม จนเกิดประโยคว่าทำตามคนที่ดังเผื่อจะปังกับเขาบ้าง ซึ่งถ้าเป็นครั้งคราวก็อาจได้ เพราะเป็นเทรนด์ที่อัลกอริธึมช่วยส่งเสริม แต่ถ้าทำบ่อย ๆ โดยไม่หาสไตล์ตัวเอง ก็เสี่ยงถูกมองเป็นการก๊อบปี้” …ผศ.ดร.อาทิตยา ระบุ

นักวิชาการคนเดิมยังชี้ว่า… การทำตามหรือเลียนแบบนั้น ทางทฤษฎีจิตวิทยาของ “ซิกมุนด์ ฟรอยด์” อธิบายว่า… ที่คนชอบเลียนแบบรูปลักษณ์ภายนอกนั้น เพราะทำง่ายกว่าการทำความเข้าใจแนวคิดหรือวิธีคิดของคนนั้น เมื่อมาเป็นโลกโซเชียล ที่รางวัลหรือรีวอร์ด คือ รายได้ที่มาจากยอดผู้ชม หรือติดตาม ทำให้คนที่อยากประสบความสำเร็จไว ๆ อยากมีรายได้เร็ว ๆ จึงเลือก “ทำตามสไตล์ที่ดังอยู่แล้ว” เพราะ ง่ายต่อการที่อัลกอริธึมจะช่วยส่งเสริม ที่ก็เป็น “ปัจจัยกระตุ้นสำคัญ”

ทำให้เกิดพฤติกรรม “ทำตามเลียนแบบ”

ผศ.ดร.อาทิตยา ยังวิเคราะห์ว่า… ด้วยความที่ ระบบอัลกอริธึมเป็นคนกำหนดเทรนด์ ทำให้พอคลิปหรือคอนเทนต์แนวไหนดังขึ้นมา อัลกอริธึมก็จะยิ่งผลักดันให้คอนเทนต์หรือคลิปแนวนั้นขึ้นมาปรากฏให้อยู่ใน “จุดสนใจผู้เสพคอนเทนต์” ดังนั้นจึงง่ายกว่าถ้าคนที่ยังไม่ดัง จะเลือกทำตามคลิปที่ดังอยู่แล้ว ซึ่งถ้าทำสนุกตามเทรนด์ก็คงไม่เป็นไร หรือนำสไตล์มาต่อยอดเป็นไอเดียก็จะยิ่งดี เพราะเป็นการสร้างสรรค์ แต่บางคนกลับเลือก “ก๊อบปี้เลียนแบบ” เหมือนหมดแทบ 100% ซึ่งช่วงแรก ๆ ก็อาจจะได้ผล แต่พอทำนาน ๆ ไป สุดท้ายผู้ชมก็จะรู้ว่า… ไม่ใช่ของจริง!! …นักวิชาการ มศว. พูดเกี่ยวกับประเด็นนี้

ทาง ผศ.ดร.อาทิตยา นักวิชาการด้านนวัตกรรมการสื่อสาร ยังแนะนำ “วิธีสังเกต” ว่า…คอนเทนต์ใดของจริง-ของก๊อบปี้ว่า… อาจพิจารณาได้จาก “หลัก 3 C” ได้แก่… คาแรคเตอร์ (Character) คอนเทนต์ (Content) ครีเอทีฟวิตี้ (Creativity) ซึ่งแม้การทำตามจะทำให้ได้กระแส ได้ยอดเอนเกจดี แต่ถ้าหากเลือกจะทำไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ จะกลายเป็นคนขาดความคิดสร้างสรรค์ ขาดความเป็นตัวเอง จนต้องทำตามกระแส หรือทำตามคนอื่น ๆ ตลอดเวลา และสุดท้ายผู้ชมก็จะมองออกว่า…เป็นของปลอม…ไม่ใช่ออริจินัล!!! …นี่เป็น “มุมวิเคราะห์” จากกรณี “ดราม่าก็อบปี้คอนเทนต์” ที่มีกระแส…

ใครเลียนแบบใคร?” จนเป็นดราม่าอื้ออึง!!

ที่สำคัญ “ก๊อบปี้คอนเทนต์” ก็กระทบมิติอื่น

จะมีมิติใดบ้างนั้น??…ต้องมาดูกันต่อพรุ่งนี้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์