นายฟิกรี ไฮคาล บัณฑิตรัฐศาสตร์ วัย 25 ปี ได้รับวีซ่าทำงานและท่องเที่ยว (ดับเบิลยูเอชวี) ในออสเตรเลีย และปัจจุบันเป็นพนักงานในโรงงานแปรรูปสัตว์ปีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้ทำงานในโรงงาน เนื่องจากแผนเดิมของเขาคือ การเรียนต่อในต่างประเทศ แต่เขาไม่ได้รับทุนการศึกษา และอิทธิพลจากเพื่อนฝูงทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการดับเบิลยูเอชวีแทน
“ผมค้นหาและสมัครงานในอินโดนีเซีย แต่ไม่ได้รับข้อเสนอใด ๆ เลย ขณะที่ในออสเตรเลีย การหางานทำเป็นเรื่องงาน เพราะประเทศขาดแคลนแรงงานในบางภาคส่วน เช่น การผลิต” ฟิกรี กล่าวเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา
ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยของออสเตรเลีย ชาวอินโดนีเซียเป็นกลุ่มพลเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในโครงการดับเบิลยูเอชวี โดยจำนวนผู้ได้รับวีซ่าเพิ่มขึ้นจาก 2,984 คน ในช่วงปี 2565-2566 เป็น 4,285 คน ในปี 2566-2567
บนสื่อสังคมออนไลน์ ผู้สำเร็จการศึกษาและคนทำงานรุ่นใหม่หลายคน ต่างแบ่งปันประสบการณ์ของตนเองในโครงการดับเบิลยูเอชวี โดยระบุว่ามีค่าจ้างและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า แม้บางคนเตือนว่า “มันไม่ง่ายอย่างที่คิด” ก็ตาม
อีกทั้งในปีนี้ แฮชแท็ก “#KaburAjaDulu” หรือ “ออกไปก่อน” ได้รับความสนใจอย่างมากบนสื่อสังคมออนไลน์ เนื่องจากความผิดหวังและการมองโลกในแง่ร้ายที่เพิ่มขึ้น เกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมในการทำงานของอินโดนีเซีย ทำให้ผู้คนหันไปหางานที่ดีกว่าในต่างประเทศ
อนึ่ง ผู้สันทัดกรณีหลายคนกล่าวว่า ภาวะสมองไหลเช่นนี้ หรือการที่แรงงานทักษะและผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากของประเทศ อพยพไปยังประเทศอื่น เพื่อแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า และมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น คุกคามการเติบโตทางเศรษฐกิจ หากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม
นายโมฮัมหมัด ไฟซาล กรรมการบริหารของศูนย์การปฏิรูปทางเศรษฐกิจแห่งอินโดนีเซีย หรือ “คอร์” (Core) กล่าวเตือนว่า ภาวะสมองไหลที่กินเวลานาน อาจส่งผลให้อินโดนีเซียสูญเสียผู้มีทักษะที่ดีสุด ซึ่งอาจสร้างงานในประเทศได้ด้วยการช่วยดึงดูดการลงทุน และขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
ทั้งนี้ รายงานล่าสุดที่เผยแพร่โดยคอร์ พบว่า อินโดนีเซียตามหลังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านการจ้างงานเยาวชน หรือผู้ที่มีอายุ 15-24 ปี
ขณะที่ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ประมาณการเมื่อปีที่แล้วว่า อัตราการว่างงานของเยาวชนในอินโดนีเซีย อยู่ที่ 13.1% ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น อินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย
ด้านนายทัดจูดดิน โนเออร์ เอฟเฟนดี ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน จากมหาวิทยาลัยกัดจาห์มาดา (ยูจีเอ็ม) แสดงความสงสัยเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ “อินโดนีเซียยุคทอง” ซึ่งจะเปลี่ยนประเทศให้เป็นหนึ่งในเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ภายในปี 2588 เนื่องจากบุคลากรที่มีทักษะจำนวนมาก ย้ายออกไปต่างประเทศ
“ภาวะสมองไหลอาจทำให้นวัตกรรมเกิดความล่าช้า และขัดขวางการพัฒนาทางเทคโนโลยี ซึ่งท้ายที่สุด มันจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ” ทัดจูดดิน กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



