ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งซูเปอร์โพลและศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา ด้านการจัดการนโยบายสาธารณะ เขียนบทวิเคราะหฺ์เรื่อง ผลการศึกษา: สหรัฐฯ เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจ ไทยต้องรู้ทัน ไม่ใช่แค่เรื่องค้าขาย เนื้อหาระบุว่า

ในโลกที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคง เพราะนโยบายของประเทศมหาอำนาจกำลังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อทั้งภูมิภาคและโลกทั้งใบ หนึ่งในตัวอย่างที่เด่นชัด คือ การที่สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ใช้นโยบายภาษีนำเข้าสินค้าในอัตราที่สูงขึ้น ไม่ใช่เพียงเพื่อปกป้องเศรษฐกิจภายในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น หากแต่เป็นการ “เปลี่ยนเกม” ที่มีผลกระทบไกลกว่าที่เห็น อาวุธทางภาษีจึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคด้านเศรษฐกิจ แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่พลิกสมดุลของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา

ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา

นโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะเก็บ ภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้าจากไทยในอัตราสูงถึง 36% นั้น จะกระทบต่อเม็ดเงินของไทยประมาณ 8 – 9 แสนล้านบาท ส่งผลกระทบ โดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมและเป็นลูกโซ่ถึงชีวิตคนไทยแทบทุกครอบครัว แม้ไม่ได้เกิดทันทีแต่ต้องไม่ประมาท ดังปรากฏในตารางนี้

ด้านต่าง ๆผลกระทบหลักสิ่งที่ประชาชนจะเห็นได้รับรู้ได้
1.จ้างงานตกงาน  ว่างงาน อาจจะมากถึงหลายแสนคนปิดกิจการ โรงงานหยุดผลิต คาดไม่เกิดทันที
2.รายได้รัฐงบรัฐหดหายงบลงทุนถูกตัด สวัสดิการสุขภาพถดถอย ภาระครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้น
3.ผู้บริโภคอำนาจซื้อ ลดหดตัวของขายไม่ออก  เงินไม่พอใช้
4.การเงินหนี้เสียเพิ่มกู้ยาก  ผ่อนหนี้ไม่ไหว
5.การลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน – ถอนทุนหุ้นตก เศรษฐกิจฟื้นตัวยากขึ้น
  6.สังคม  อาชญากรรมสูงขึ้น  คนเครียดมากขึ้นความรุนแรงครอบครัวและสังคมเพิ่มขึ้น
เกิดความขัดแย้งทางการเมืองและสังคม

สรุปสั้น ๆ คือ นโยบายภาษีของสหรัฐฯ จะกระทบ ตั้งแต่ผู้ประกอบการ–โรงงาน–แรงงาน–ครอบครัว–นักเรียนนักศึกษา–ผู้สูงอายุ  เรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ค้าขาย” แต่คือเรื่องของชีวิตประจำวันของคนไทยทั้งประเทศ อย่างไรก็ตาม คนไทยไม่ควรตื่นตระหนก แต่ควรตระหนักผลกระทบเหล่านี้ที่อาจจะเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่งถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย แต่เชื่อว่ารัฐบาลมีมาตรการรองรับที่เหมาะสมเตรียมไว้แล้ว

ที่น่าพิจารณาคือ คนไทยและนักลงทุนควรทบทวนและทำความเข้าใจ “เกมใหม่” ที่สหรัฐฯ กำลังวางกระดาน จะพบว่า ประเทศไทยเองก็มี “ทางเลือก” และ “โอกาส” ที่จะลุกขึ้นมากำหนดอนาคตของตนเองและมีศักดิ์ศรี

สหรัฐฯ กำลังขยับจากบทบาท “ผู้นำโลกแบบอุดมการณ์ ต้นแบบประชาธิปไตย” ไปสู่ “รัฐซูเปอร์อำนาจแบบคัดสรรพันธมิตร” (Selective Superpower) และสหรัฐฯ เองก็เปิดรับข้อเสนอ ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ

(1) ใช้ “เศรษฐกิจเป็นแนวหน้า”

ในอดีต สหรัฐฯ มักใช้กำลังทหารเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาผลประโยชน์ระหว่างประเทศ แต่ในยุคหลัง COVID-19 และท่ามกลางสงครามยูเครน–รัสเซีย เศรษฐกิจกลับกลายเป็นหัวหอกหลักของการใช้อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการคว่ำบาตร การจำกัดการส่งออกเทคโนโลยี หรือการเก็บภาษีสินค้านำเข้า เช่น กรณีภาษีนำเข้า 36% จากไทยในบางรายการ ตัวอย่างเช่น การตั้งกองทุน CHIPS Act มูลค่ากว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กลับเข้าอเมริกา และลดการพึ่งพาจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

(2) คัดเลือกพันธมิตรที่ “ให้ประโยชน์สูงสุด”

ในยุคก่อน สหรัฐฯ อาจรักษาสัมพันธภาพเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรในทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม แต่ในยุคใหม่นี้ พันธมิตรที่ “ให้ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจสูงสุด” จะได้รับความสำคัญก่อน ตัวอย่างเช่น การหันไปจับมือแน่นกับอินเดียในกรอบ Indo-Pacific Strategy และการตั้งกลุ่ม QUAD กับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย ขณะที่พันธมิตรเดิมในอาเซียนอย่างไทยและฟิลิปปินส์อาจถูกทดสอบ“ความพร้อม”และ“ความแน่นแฟ้น” ใหม่

(3) เสริม Soft Power ผ่านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม

แม้ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในบางประเทศจะลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่ความเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และวัฒนธรรมยังคงทรงพลัง เช่น บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง Google, Apple, Microsoft, และ OpenAI ยังคงเป็นผู้นำโลก ตัวอย่างเช่น ChatGPT ที่พัฒนาโดยบริษัทสหรัฐฯ กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ทั่วโลก รวมถึงในภาครัฐและภาคการศึกษาในไทย แสดงให้เห็นถึงความสามารถของสหรัฐฯ ในการสร้างอิทธิพลผ่านความรู้และปัญญามากกว่าผ่านอาวุธ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

 ประเทศไทยต้องวางตนให้ “พอดี” และ “พอดูดี”

ในบริบทนี้ ประเทศไทยต้องรู้เท่าทันการปรับเทียบพลัง (recalibration) ของสหรัฐฯ และปรับบทบาทของตนให้ไม่ใช่เพียง “ผู้ตาม” ที่รองรับผลกระทบ แต่เป็น “ผู้เล่นที่ไว้ใจได้” ที่สามารถต่อรอง สร้างผลประโยชน์ร่วม และรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ไทยไม่จำเป็นต้อง “เลือกข้าง” ระหว่างมหาอำนาจ แต่ต้อง “เลือกผลประโยชน์ของชาติ” เป็นที่ตั้ง

ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนแรงกดดันให้เป็นแรงผลักดันเป็นพลังได้ หากว่าประเทศไทยพิจารณาต่อไปนี้

  • ต่อรองด้วยหลักการและผลประโยชน์ร่วม ไม่ใช่แค่ยอมตาม

ตัวอย่างเช่น ถ้าไทยยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาแลกกับสินค้าจากไทยเข้าถึงตลาดสหรัฐอเมริกา หากสหรัฐอเมริกายอมลดภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยแม้เพียงบางกลุ่ม เหลือ 10 – 15% ภายในโควตาการส่งออกปีละประมาณสามหมื่นหกพันห้าร้อยล้านบาท ประเภท อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารแปรรูป ผลที่ตามมาคือช่วยรักษาการจ้างงานและพยุง GDP ของประเทศไทยเอาไว้ได้

  • เปิดช่องทางการลงทุนของสหรัฐอเมริกาในเทคโนโลยีชั้นสูงร่วมกับไทย เป็นข้อแลกเปลี่ยนระยะกลางและระยะยาวที่มีมูลค่ามากกว่าการลดภาษี ตัวอย่างเช่น ไทยสามารถตั้งเงื่อนไขว่า หากยกเว้นภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ สหรัฐฯ ควรสนับสนุนการตั้งโรงงานฐานผลิตเทคโนโลยีในประเทศไทย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์สื่อสาร 6G และเทคโนโลยีชีวภาพ เศรษฐกิจชีวภาพ เป็นต้น  ทำให้สหรัฐฯ มองไทยไม่ใช่คู่ค้าเฉพาะกิจ แต่เป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี” ในภูมิภาค
  • มาตรการคุ้มครองผู้ผลิตคนไทย เป็นมาตรการดูแลภาคธุรกิจไทยให้มีศักยภาพแข่งขันได้ไม่ถูกสินค้าสหรัฐฯ กลืน เช่น เงินอุดหนุนช่วย SME ที่ได้รับผลกระทบ ด้วยการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มทุนพัฒนา SME สู่มาตรฐานสากล ทำให้โรงงานท้องถิ่นสามารถจับคู่กับผู้ซื้อในสหรัฐฯ ได้ และเร่งการใช้เทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร แปรรูป และโลจิสติกส์ คือ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสและพัฒนาสินค้าไทย
  • ใช้เวทีอาเซียนและกลุ่ม RCEP BIMSTEC สร้างอำนาจต่อรองในฐานะกลุ่ม มากกว่า ตัวใครตัวมัน
  • กระจายความเสี่ยงทางการค้า ไม่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลักเดียว เพิ่มส่งออกไป จีน อินเดีย อาเซียน ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ใช้ FTA ที่มีอยู่แล้วและข้อตกลงตอบรับบริบทโลกใหม่ เช่น กับจีน อาเซียน ญี่ปุ่น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไทยจะชนะได้ด้วยการพึ่งตนเองและมีหลายพันธมิตร
  • ยกระดับคุณภาพสินค้าส่งออกจากไทย ยกระดับมาตรฐานสินค้า เช่น อาหาร เกษตร อิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาแบรนด์เนมของไทยให้ติดตลาดโลก และลงทุนในเชิงเศรษฐกิจชีวภาพที่ประเทศไทยมีของดีด้านความหลากหลายชีวภาพอยู่มากในหลายภูมิภาคของประเทศ ซึ่งคนไทยหลายคนยังไม่ทราบเรื่องนี้
  • ดึงดูดการย้ายฐานการผลิต จากประเทศที่เผชิญความไม่แน่นอน เช่น จีน หรือบางประเทศในยุโรป
  • พัฒนา Green Economy – Digital Economy – Smart Logistics เพื่อเป็นจุดแข็งของไทย
  • สื่อสารความชัดเจนว่า ไทยยืนอยู่บนหลักของ “เสรีภาพทางเศรษฐกิจ + เสถียรภาพระยะยาว”

ด้วยการเจรจาต่อรองของประเทศไทยนี้จะหนุนเสริมความสามารถในการปรับสมดุลความสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นจากทุกฝ่ายและใช้จุดแข็งของไทย เช่น ภูมิศาสตร์ ภูมิรัฐศาสตร์ วัฒนธรรม และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจเป็นแต้มต่อเพราะในเกมใหญ่นี้ ผู้เล่นที่ “รู้เกม” และ “รู้จังหวะ” เท่านั้น… ที่จะอยู่รอดอย่างสง่างาม

ดังนั้น ไทย…ต้องเป็น “ผู้นำในทางที่เลือก” ไม่ใช่ “ผู้ตกเป็นทางเลือก” การรู้เท่าทันจึงไม่ได้แปลว่า “ต่อต้าน” แต่คือการ วางตนให้เป็นอิสระ มีเกียรติ และมีแผน เราสามารถร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างมีเกียรติ เสริมจุดแข็งกันได้โดยไม่เสียอัตลักษณ์ พร้อมเดินหน้ากับนานาชาติอย่างมั่นใจเพราะโลกในวันนี้ ไม่ได้เลือกข้างซ้ายหรือขวา… แต่เลือก “ประเทศที่รู้ทัน รู้คิด และรู้ตน” คือ ประเทศไทยต้องเป็นหนึ่งในนั้น และเพราะการรู้เท่าทันนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ไม่ได้ทำให้เราต่อต้านรัฐซูเปอร์อำนาจ แต่ทำให้เรา “เป็นอิสระจากอิทธิพล” และสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีกิน มีใช้ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

————————-

Bank of Thailand. (2025, April 17). Media briefing: Preliminary analysis of the impact of global trade policy and tariffs. https://www.bot.or.th/en/news-and-media/news/news-20250417.html
Reuters. (2025, April 17). Thai economic growth to see hit from US tariffs, central bank says. https://www.reuters.com/markets/asia/thai-economic-growth-see-hit-us-tariffs-central-bank-says-2025-04-17/

The White House. (2022, August 9). CHIPS and Science Act will lower costs, create jobs, strengthen supply chains, and counter China. https://bidenwhitehouse.archives.gov/briefing-room/statements-releases/2022/08/09/fact-sheet-chips-and-science-act-will-lower-costs-create-jobs-strengthen-supply-chains-and-counter-china/

Congressional Research Service. (2023). U.S. industrial policy and the CHIPS Act. https://www.congress.gov/crs-product/R47558

U.S. Department of State. (2022). Indo-Pacific Strategy of the United States. https://bidenwhitehouse.archives.gov/wp-content/uploads/2022/02/U.S.-Indo-Pacific-Strategy.pdf

Center for Strategic and International Studies. (2023). The Quad and strategic alignment in the Indo-Pacific. https://www.csis.org/analysis/stability-indo-pacific-australia-india-us-trilateral-perspective

Nye, J. S. (2010). Cyber Power. Belfer Center for Science and International Affairs, Harvard Kennedy School. https://www.belfercenter.org/sites/default/files/pantheon_files/files/publication/cyber-power.pdf
Nye, J. S. (2019). Soft Power and the Public Diplomacy Revisited. https://www.hks.harvard.edu/publications/soft-power-and-public-diplomacy-revisited

R. David EdelmanDiana FuRyan HassPatricia M. KimYing LinYingyi MaMichael E. O’HanlonMelanie W. SissonElham Tabassi, and Nicol Turner Lee (2025). How will AI influence US-China relations in the next 5 years? https://www.brookings.edu/articles/how-will-ai-influence-us-china-relations-in-the-next-5-years/

ASEAN Secretariat. (2020). Summary of the Regional Comprehensive Economic Partnership Agreement (RCEP). https://asean.org/summary-of-the-regional-comprehensive-economic-partnership-agreement-2/

Department of Trade Negotiations, Ministry of Commerce (Thailand). (2024). Negotiation Meetings under FTAs Between ASEAN and Dialogue Partners. https://www.dtn.go.th/en/content/category/detail/id/1260/cid/1986/iid/13165

Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning (2025). Thailand’s National Biodiversity Action Plan 2023-2027. https://www.undp.org/sites/g/files/zskgke326/files/2025-06/undp-nbsaps-eng-060625.pdf

United Nations ESCAP. (2023). Green Recovery Learning Needs Assessment in Thailand. https://www.un-page.org/static/889c0400fe2f2ca415ccb692aba08295/green-recovery-learning-needs-assessment-in-thailand-final.pdf

Office of the National Economic and Social Development Council (NESDC). (2024). Thailand social outlook 2024. https://www.nesdc.go.th/nesdb_en/ewt_dl_link.php?nid=4533&filename=social_dev_reportKankanit Ciba (2025). Employment in Thailand – statistics & facts. https://www.statista.com/topics/13208/employment-in-thailand