ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนและคาดเดาได้ยากจาก “ปัญหารอบด้าน” จนทำให้สภาพจิตใจคนไทยเวลานี้มีสถานการณ์น่ากังวล… ทั้งนี้ ผลสำรวจนี้ยังมีการชี้ว่า… ระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ผันผวน ค่าครองชีพพุ่งสูง และความกังวลจากสถานการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้ “คนไทยมีความสุขลดลง”

จนหลายคน “ต้องหาวิธีเพิ่มพลังใจ”

ให้พร้อมรับมือกับ “แรงกดดันชีวิต”

แต่จะทำเช่นไรกรณีนี้ก็มีหลักวิธี

สำหรับเรื่อง “การเพิ่มพลังใจ” โดยเฉพาะภายใต้ “ยุคโลกป่วน” เช่นนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความผันผวนและคาดเดาได้ยากนั้น กรณีนี้ได้ส่งผลทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย จึงต้องหาแนวทางที่ทำให้ตัวเองสามารถ “ทนต่อทุกข์” และ “ก้าวต่อได้” โดยสำหรับในเรื่องนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีข้อมูลที่จะสะท้อนต่อเป็นคำแนะนำที่ กลุ่มงานพัฒนาวิชาการและประชาสัมพันธ์ โรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชครนิทร์ จัดทำขึ้น เพื่อให้ประชาชนนำไปใช้เป็นแนวทางผ่านบทความชื่อ “จะปรับตัวอย่างไรให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งนี้ไปได้” โดยมีแนวทางที่ได้แนะนำไว้ ดังนี้…

ทั้งนี้ บทความนี้ได้กล่าวว่า… เป็นเรื่องธรรมดาที่คนต้องเผชิญช่วงเวลาที่ทุกข์ยากลำบากในบางช่วงของชีวิต และไม่ว่าจะชอบหรือไม่ แต่ความทุกข์ก็นับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งคนที่เคยผ่านประสบการณ์ความยากลำบากต่าง ๆ อาจจะสามารถเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองใหม่ต่อความทุกข์ที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่ค่อยพบปัญหาทางด้านสุขภาพจิต หากแต่กับบางคนนั้น การรับมือเอาชนะความทุกข์ก็เป็นสิ่งที่ยาก จนทำให้หลายคนทำไม่ได้ จึงทำให้บางคนอาจจะต้องฝึกฝนเรียนรู้ “วิธีรับมือทุกข์”

แล้วความทุกข์ของชีวิตคืออะไร? กับเรื่องนี้ในบทความชี้ว่า… ก่อนจะฝึกจิตใจห้ยืดหยุ่น ก็จำเป็นจะต้องเข้าใจความทุกข์เสียก่อน โดยที่ในทางจิตวิทยาให้คำจำกัดความ ความทุกข์ยาก (Adversity) ว่า… เป็นสถานการณ์ เหตุการณ์ยากลำบาก หรือสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจที่มีผลกระทบต่อจิตใจ อารมณ์ และความรู้สึกอย่างรุนแรง ซึ่งมักเป็นสถานการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อน หรือไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น เช่น ภัยพิบัติ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก การตกงาน การเจ็บป่วยโรคร้ายแรง การหย่าร้าง เป็นต้น ทำให้บางคนเมื่อต้องพบเหตุการณ์เหล่านี้ไม่สามารถจัดการได้ หรือบางครั้งก็ไม่สามารถใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิม ๆ จนส่งผลทำให้คนนั้น เกิดความรู้สึกเครียดและรู้สึกทุกข์ใจอย่างรุนแรง…นี่เป็นคำอธิบาย

จะทำอย่างไรให้ผ่านความทุกข์ได้ ในบทความนี้ช้ว่า… สิ่งที่เป็นตัวกำหนดความแข็งแรงในการรับมือความทุกข์นั้น ไม่ใช่ความอดทน แต่เป็นความสัมพันธ์ที่มีต่อความเป็นจริง ซึ่งทุก ๆ คนมีเรื่องนี้ เพียงแต่มากน้อยไม่เท่ากัน แต่คุณสมบัติด้านนี้แม้มีน้อย ก็สามารถพัฒนาให้เพิ่มได้จากการ “ฝึกปรับตัวให้รับมือกับความทุกข์” โดยมีแนวทางต่าง ๆ ดังนี้…

เริ่มจาก “ปรับความคิด” ด้วยการยอมรับความจริงว่า…ทุกข์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งการหลีกเลี่ยงหรือต่อต้านนั้น จะยิ่งทำให้ความทุกข์อยู่กับเราไปอีกนาน และข้อดีของการยอมรับความจริงนั้น จะช่วยให้เราสามารถจดจ่อกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น, “จัดการกับความคิดอัตโนมัติ” ถ้าสังเกตคนเรามักจะมีความคิดอัตโนมัติมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นความคิดเชิงลบ ที่ไม่ผ่านกระบวนการของการใช้เหตุผล จึงไม่เกิดผลดีต่อการแก้ปัญหา ดังนั้นควรปล่อยวางความคิดอัตโนมัติด้านลบเหล่านี้ เพื่อให้จดจ่อกับการแก้ปัญหา โดยเริ่มต้นฝึกได้จากการรับรู้ลมหายใจขตัวเอง จนรู้สึกหลุดจากการหมกมุ่นครุ่นคิดเรื่องเดิม หรือเมื่อเริ่มรู้สึกผ่อนคลายจากความทุกข์ หรือความเคียดที่เกิดขึ้น

สุดท้าย “ให้มองโลกในแง่ดีเข้าไว้” ที่ถึงแม้จะฟังดูเหมือนยาก ที่จะต้องคิดบวกภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เป็นไปตามที่คิด แต่ข้อดีของการมองโลกในแง่ดีก็๕อ จะช่วยให้เราจัดการกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ดีขึ้น อีกทั้งลดผลกระทบสุขภาพจากความเครียด และช่วยให้ยอมรับความเป็นจริงได้รวดเร็วขึ้น …และนี่เป็นคำแนะนำที่บทความนี้ได้แนะแวิธีปฏิบัติเอาไว้

เกี่ยวกับ… “วิธีรับมือกับความทุกข์”

ที่สามารถฝึกฝนได้ทุกเพศทุกวัย

นอกจากนั้น ยังแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการ “เพิมความยืดหยุ่นให้จิตใจ” เพื่อให้นำไปใช้ “รับมือกับแรงกดดัน” หรือ “ความทุกข์ในชีวิต” ไว้ ดังต่อไปนี้ ได้แก่… ฝึกการปรับอารมณ์ตัวเอง เช่น ลองพูดระบายความรู้สึกทุกข์ใจออกมา อย่าพยายามเก็บกดปิดกั้นความรู้สึก หรืออารมณ์ที่เกิดขึ้น หรือหากยังหาใครสักคนที่ยินดีจะรับฟังไม่ได้ ก็สามารถพูดกับหมา แมว ต้นไม้ก็ได้ หรือแม้แต่การพูดออกมาดัง ๆ กับตัวเองเมื่ออยู่ลำพัง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดความตึงเครียดทางอารมณ์ ส่วนอีกแนวทางคือ ให้รักษาอารมณ์ขันไว้ เพราะถ้าหัวเราะกับทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ ก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อความเครียด ที่สำคัญอารมณ์ขันจะช่วยเว้นระยะจิตใจกับความทุกข์ และเปลี่ยนมุมมองให้เห็นสถานการณ์ ทั้งในแง่บวกและแง่ลบ นี่ก็เป็น “ข้อดี” ที่บทความนี้ระบุไว้

กับแนวทางการ “สร้างความยืดหยุ่นจิตใจ”

เพื่อให้ “รับมือความทุกข์” ที่เข้ามาในชีวิต

ถึงแม้จะดับไม่ได้ แต่ก็น่าจะพอลดทุกข์ได้.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์