วัฒนา” คนนี้เป็นคนรุ่นใหม่ทายาทโรงสีข้าว “ไทยวัฒนารุ่งเรืองธัญกิจ” เขาเล่าประวัติของเขาว่า เป็นลูกชายของ “คุณพ่อเล็กคุณแม่รัชนี วณิชชากร” เขามีพี่ ๆ 4 คน คือ วสันต์, วีระชัย, วรพจน์, วิรัตน์ โดยตัวเขาเป็นน้องคนสุดท้อง ซึ่งทุกคนต่างเติบโตมากับธุรกิจกงสีเต็มรูปแบบ ซึ่งมีทั้งโรงสีข้าว ปั๊มน้ำมัน ร้านถ่ายภาพ ร้านมอเตอร์ไซค์ ร้านขายของชำ ไปจนถึงวอลล์มาร์ทขนาดกลาง ทั้งนี้ สำหรับเขาได้ตัดสินใจมาเป็นผู้ รับช่วงต่อธุรกิจโรงสี โดยเขาเลือกที่จะเป็นคนแบกความฝันของเตี่ย หรือคุณพ่อ เพราะลึก ๆ แล้วตัวเขาเองนั้นก็ไม่อยากเห็นธุรกิจนี้ล้มหายไปกับกาลเวลา โดยหลังจบ ป.6 เขาก็เข้าเรียนต่อ ม.1-ม.6 ที่โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี จากนั้นก็เรียนต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ คณะนิเทศศาสตร์ เช่นเดียวกับพี่ชาย โดยช่วงที่ยังเรียนอยู่ก็ตั้งใจว่าหากสุดท้ายต้องกลับมาทำโรงสี ก็อยากใช้ช่วงเวลาในรั้วมหาวิทยาลัยให้มีความสุขที่สุด

วัฒนา กับบรรยากาศโรงสีที่เขารับช่วงต่อ

หลังจบปริญญาตรี เขาก็ไปเรียนภาษาที่สหรัฐอเมริกา เป็นการเดินตามรอยพี่ชายเกือบทุกคน ซึ่งมีเพียงพี่วสันต์คนเดียวเท่านั้นที่เลือกเส้นทางชีวิตในสายถ่ายภาพอย่างมั่นคง โดยเขาเองเรียนภาษาเพียง 1 ปีก็ตัดสินใจกลับไทย เพราะรู้ดีว่าต้องกลับมารับผิดชอบโรงสีแห่งนี้ ที่ตั้งชื่อตามชื่อเขา ผมคิดมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วว่า โรงสีนี้ถ้าไม่มีใครทำต่อผมจะทำเอง เพราะเป็นโรงสีที่เตี่ยตั้งชื่อไว้ตั้งแต่ปี 2527ก็เลยกลายเป็นความผูกพันลึก ๆ ว่าผมต้องกลับมาทำเอง” เขากล่าว

วัฒนาเล่าต่อไปว่า หลังกลับจากสหรัฐอเมริกาในปี 2547 เขาก็เริ่มช่วยกิจการโรงสี ซึ่งช่วงนั้นเตี่ยยังแข็งแรงและสามารถดูแลกิจการได้อย่างดี เขาจึงเลือกเรียนต่อระดับปริญญาโท MBA ที่มหาวิทยาลัยบูรพา โดยมีเป้าหมายเพื่อกลับมาบริหารกิจการโรงสีอย่างจริงจัง ทั้งนี้ ความผู้พันกับโรงสีข้าวนั้น วัฒนาบอกว่า เขาและพี่ทุกคนได้เห็นพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงของโรงสีมาอย่างต่อเนื่อง จากยุคเดิมที่ต้องใช้แรงงานคนเป็นหลัก เปลี่ยนมาเป็นยุคที่ใช้เครื่องจักรทำงาน อีกทั้งเวลาที่ผ่านมาโรงสีข้าวของไทยก็ต้องเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรุนแรง ผลกระทบจากกลไกตลาดโลก โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ที่ทำให้เจ้าของโรงสีจำนวนมากต้องเลิกกิจการไป

ลูกชายของวัฒนาก็เติบโตในบรรยากาศโรงสีเหมือนพ่อ

ช่วงเวลา 20ปีมีโรงสีในพื้นที่หายไปกว่าครึ่งแล้วครับ” วัฒนาเล่าสถานการณ์ให้ฟัง พร้อมเล่าย้อนว่า ช่วงแรกโรงสีนี้ยังไม่ใช่ของครอบครัว เราเป็นเพียงพ่อค้าข้าวที่รับซื้อข้าวจากชาวนาแล้วนำมาส่ง จนปี 2527โรงสีนี้ประสบปัญหาสภาพคล่องและต้องยุติกิจการ ทางเตี่ยจึงตัดสินใจเข้ามารับช่วงต่อและเริ่มลงมือทำเอง สมัยนั้นเรายังต้องตากข้าวกลางแจ้ง หากฝนตกก็ต้องเร่งเก็บข้าวโดยใช้แรงงานหลายสิบคนช่วยกัน ซึ่งผมและพี่ ๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของแรงงานเหล่านั้น แต่ปัจจุบันโรงสีพัฒนาขึ้นมาก มีการใช้ตู้อบแทนลานตาก จึงทำให้ลดจำนวนแรงงานลงไปมาก”

และจากปัญหาภาวะตลาดโลก ที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคาข้าว อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค และการผงาดขึ้นในสมรภูมิข้าวโลกของประเทศอินเดียและเวียดนามในฐานะมหาอำนาจข้าวโลก ส่งผลทำให้ธุรกิจโรงสีในไทยเจอแรงบีบมหาศาล จนหลายแห่งกำไรเหลือเพียง 1-2% เหตุนี้โรงสีหลายแห่งจึงทยอยปิดตัว แต่เขากลับเลือกจะสู้ต่อ

ภาพครอบครัว กับเตี่ย แม่ และพี่ ๆ

โรงสีล้มหายตายจากไปเยอะ เพราะกำไรน้อยลง ถ้าไม่เข้าใจทุกจุดที่รั่วไหล ก็อยู่ไม่ได้ บางโรงสีทนทำเพราะมีลูกน้องที่ต้องดูแล บางโรงต้องพึ่งธนาคาร ขาดสภาพคล่องก็ต้องปิดตัว ซึ่งโรงสีของเราเดือน ๆ หนึ่งค่าไฟ 7-8แสนบาท เราก็ต้องหาทางประหยัดด้วยการสีกลางคืนแทนกลางวันเพื่อลดต้นทุน” เขาพูดถึงวิธีปรับตัวให้โรงสีไปต่อได้ และบอกอีกว่า ในวันที่เทคโนโลยีล้ำหน้า แต่ต้นทุนยังแพง การลงทุนติดโซลาร์เซลล์ก็ยังไม่คุ้ม ก็ต้องพยายามปรับตัว

และการปรับตัวของเขาเพื่อต่อลมหายใจโรงสี ก็เกิดเป็น “ข้าวนึ่งส่งออก” ไปตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งข้าวนึ่งผ่านกรรมวิธีทำให้สุกก่อนการสี ทำให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน “เรื่องข้าวนึ่งนี้มีเรื่องเล่าต่อ ๆ กันว่า ประเทศในแถบทะเลทรายที่ซื้อไปบริโภค เพียงใช้ผ้าชีมัคชุบน้ำห่อข้าวไว้ แล้วไปหมกไว้ในทะเลทราย ข้าวก็จะนิ่มและกินได้แล้ว”

เขายังพูดถึงข้าวหอมมะลิไทยว่า แม้จะยังเป็นที่ 1 ในเรื่องคุณภาพ แต่โรงสีข้าวนึ่งของเขาก็ไม่อาจใช้วัตถุดิบราคาแพงเช่นนี้ได้ ขณะที่จริง ๆ แล้วผู้บริโภคข้าวในต่างประเทศนิยมข้าวแข็งที่ได้จากข้าวนาปรังมากกว่า ซึ่งในช่วงที่ข้าวหอมมะลิราคาไม่แพงมาก เขาก็เคยลองนำข้าวหอมมะลิมาทำข้าวนึ่งเหมือนกัน แต่ไม่ผ่านมาตรฐานข้าวแข็ง จนต้องล้มเลิกไป …นี่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวการทำธุรกิจ และเส้นทางการปรับตัวหลังจากที่ วัฒนา ได้มา “รับช่วงสานต่อกิจการโรงสีของเตี่ย”

วัฒนาบอกอีกว่า ตอนนี้เตี่ยของเขาอายุ 81 ปีแล้ว แต่ก็ยังมาทำงานโรงสีทุกวัน ซึ่งสำหรับเขา “เตี่ยคือแรงบันดาลใจและเป็นต้นแบบ” ซึ่งถ้ามีอะไรทำได้ เขาก็จะทำต่อไปให้สุดแรงเพื่อตอบแทนพระคุณของเตี่ยที่ให้ทั้งชีวิต ให้ทั้งโอกาส

บรรยากาศอบอุ่น หลานกับปู่

ผมยอมรับว่าธุรกิจโรงสีอยู่ยากขึ้น เพราะทั้งต้นทุนการผลิตสูง ราคาข้าวแปรผันตามตลาดโลก แล้วยังเรื่องการแข่งขันกับอินเดียและเวียดนามอีก ไหนจะมีเรื่องต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ชาวนาหลายคนอาจมองว่าโรงสีกดราคา ซึ่งความเป็นจริงไม่ใช่เลย เมื่อ 2ปีก่อน อินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ งดส่งออก ราคาข้าวไทยก็พุ่งไปถึงตันละ 14,000บาท แต่ปีนี้ อินเดียเริ่มส่งออก ข้าวไทยก็ตกลงเหลือตันละ 7,000บาท โรงสีก็ต้องรับซื้อตามราคาตลาดโลก ซึ่งข้าวในประเทศก็ลดลง โรงสีก็อยากได้ข้าว ถ้ามาไกลเราก็ต้องเพิ่มราคาไห้ กำไรก็ลดลง แม้จะพยายามสีกลางคืนเพื่อลดค่าไฟ แต่กำไรก็ยังเหลือแค่ 1-2 %วัฒนาพูดถึงสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม แต่เขาก็ยังย้ำว่าจะพยายามเต็มที่เพื่อ “สานต่อลมหายใจของโรงสี” แห่งนี้ ให้ยืนหยัดท่ามกลางคลื่นลมการค้าและต้นทุนที่มีแต่พุ่งขึ้นเรื่อย ๆ ให้ได้ เพราะสำหรับตัวเขานั้น โรงสีไม่ใช่แค่โรงแปรรูปข้าว แต่คือสัญลักษณ์ของยุคสมัยที่สืบทอดมาจากรุ่นก๋งซึ่งอพยพมาจากซัวเถา จนมาสู่อาณาจักรเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “กงสีวณิชชากร” ซึ่งถึงแม้วันนี้กำไรจะบางเบา แต่อุดมคติของตระกูลของเขานั้นไม่เคยจางหายในชีวิตนี้ ผมไม่เคยทำงานบริษัทหรือรับราชการเลย ผมโตมากับโรงสี โตมากับการเห็นเตี่ยเหนื่อยเพื่อเรา เตี่ยจึงเป็นต้นแบบที่ทำให้เรามีแรงที่จะทำโรงสีต่อไป จนกว่าจะทำไม่ไหว ทุกวันนี้ผมแค่พยายามช่วยให้สิ่งที่เตี่ยสร้างไว้ยังคงอยู่ต่อไป” เขาบอกถึงเรื่องนี้ด้วยเสียงมุ่งมั่น

กับฤทัยรัตน์-ภรรยา และธันเดอร์-ลูกชาย

วัฒนายังเล่าเรื่องเตี่ยให้ฟังว่า เตี่ยเคยปลูกมะพร้าวและกระท้อนจนสามารถเอามาขายในปั๊มได้ และช่วงที่ยางพาราบูม เตี่ยก็ปลูกไว้ 30-40 ไร่ จนได้เงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ฝันที่ยังไม่สำเร็จคือทุเรียน เตี่ยเคยบอกว่าปลูกมาตั้งแต่หนุ่ม แต่ไม่เคยได้กิน จนเมื่อ 3-4 ปีก่อนเตี่ยปลูกทุเรียนในพื้นที่เดียวกับโรงสี แล้วขยายไปเรื่อย ๆ เพราะเห็นมุมมองและวิธีการของวสันต์ (พี่ชาย) ที่นำแนวทางเกษตรวิชาการมาใช้ หลังจำต้องเปลี่ยนจากจับเลนส์กล้องมาเป็นจอบเสียม โดยปลูกหลายพันธุ์เพื่อกระจายความเสี่ยงเพื่อเดินตามฝันของเตี่ยอีกสายหนึ่ง โดยตอนนี้สามารถขยายสวนทุเรียนจาก 200 เป็น 600 ต้น ในเวลา 1 ปี

ผมและพี่วสันต์กำลังมองที่ดินแปลงหนึ่งของเตี่ยที่อยู่ห่างไป 7กิโลเมตร ตรงนั้นจะมีบ่อเก่าที่เกิดจากการขายหน้าดิน จนกลายเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ ก็มองว่ามันน่าจะเหมาะดี และอาจจะขยายสวนไปเพิ่มได้อีก ถ้าหากสวนทุเรียนแบบที่พี่วสันต์ทำอยู่แล้วให้ผลผลิตดี สวนทุเรียนก็จะเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่อีกเส้นที่จะเข้ามาช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของโรงสีได้” วัฒนาบอกถึงเป้าหมายที่เริ่มลงมือทำแล้ว กับการ “สานฝันเตี่ย” พร้อม “ต่อลมหายใจให้โรงสี”

ทั้งนี้ สำหรับ “ชีวิตส่วนตัว” ของ “วัฒนา” นั้น เขาเล่าว่า เขาแต่งงานแล้ว ภรรยาชื่อ “นุ้ย-ฤทัยรัตน์” อดีตเจ้าหน้าที่การเงินมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ได้พบรักกันตอนเรียน MBA โดยมีโซ่ทองคล้องใจเป็นลูกชายชื่อ “น้องธันเดอร์-ด.ช.นรวัฒน์” ตอนนี้ 7 ขวบ โดยภรรยาช่วยดูแลบัญชีกิจการ ซึ่งวัฒนาพูดถึงลูกชายของเขาว่า แม้เติบโตมาในโรงสีเหมือนกันกับเขา แต่เขาก็จะไม่บังคับลูก เพราะโรงสีเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมาก ดังนั้นเขาจะไม่บังคับลูกว่าต้องทำ และถ้าถามตรง ๆ ลึก ๆ เขาก็ไม่อยากให้ลูกทำงานนี้ “เพราะมันทั้งหนักทั้งเหนื่อยทั้งยาก ผมจึงไม่บังคับลูกว่าเขาจะต้องมาทำงานตรงนี้ แต่วันหนึ่งเมื่อเขาโตขึ้น แล้วเขาสัมผัสได้เหมือนเช่นที่เราเป็น แล้วเขาอยากทำโรงสีนี้ต่อจากผม หากเมื่อถึงเวลานั้นแล้วจริง ๆ เมื่อเขาอยากทำจริง ๆ ผมก็พร้อมหนุนเต็มที่” …วัฒนาทิ้งท้ายไว้ กรณีที่ในอนาคต หากลูกชายจะเดินตามรอยพ่อ…เหมือนกับที่เขาเดินตามรอยเตี่ย.

ใช้นวัตกรรม ‘ต่อลมหายใจโรงสี’

อีกหนึ่ง “แผนรับมือ” ที่ทาง “เถ้าแก่โรงสีนิวเจน” ที่ชื่อ “วัฒนา วณิชชากร” ใช้เพื่อ “สู้สมรภูมิข้าวโลก” คือการมองไปที่เรื่องการ “นำนวัตกรรมมาใช้” โดยนอกจาก “ข้าวนึ่งส่งออก” แล้ว เขายังต่อยอดไปที่การ “พัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว” ด้วยการทำ “ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ” หรือ “ข้าว Low GI” เพื่อเจาะตลาดกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน โดยในอนาคตหวังจะยกระดับสินค้านี้ให้ขึ้นไปสู่ตลาดพรีเมียม โดยเขาได้ใช้องค์ความรู้จากการทำงานวิจัยเกี่ยวกับด้านนี้ตอนที่เรียนปริญญาโท ที่ตอนนั้นสามารถช่วยเรื่องของมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี แต่มีปัญหาใหญ่คือรสชาติไม่อร่อยจึงทำให้ผู้ป่วยไม่อยากรับประทาน ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้ปรับปรุงพัฒนาจนมั่นใจว่าสินค้าข้าวชนิดนี้จะได้การตอบรับจากผู้ป่วยหวาน จะสามารถบุกตลาดลูกค้าสายรักสุขภาพได้.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน