วันอังคารที่แล้วสื่อมวลชนเสนอข่าวว่า รมว.คลังจะนำชื่อนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ผู้ว่าการแบงก์ชาติ) เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า แต่พอ 5 โมงเย็น สื่อฯก็เล่นข่าวว่า “หุ้นธนาคารพาณิชย์กอดคอร่วง หวั่น!ผู้ว่าฯแบงก์ชาติคนใหม่หั่นดอกเบี้ย ทำรายได้หาย กำไรหด”
“พยัคฆ์น้อย” เล่นหุ้นนิด ๆ หน่อย ๆ อยากถามว่าคนเล่นหุ้นแบงก์ โดยเฉพาะพวกซื้อ–ขายรายวัน มีเท่าไหร่กันเชียว? และได้รับผลกระทบเท่ากับภาพรวมของเศรษฐกิจประเทศ และประชาชนที่มีภาระหนี้ครัวเรือน ช่วงที่ดอกเบี้ยนโยบายขึ้นไปสูงที่ระดับ 2.50% หรือเปล่า?
ช่วงปี 65-67 ธนาคารพาณิชย์ฟันกำไรสุทธิกี่แสนล้านบาท? ผู้เกี่ยวข้องได้เงินปันผลไปเท่าไหร่?เนื่องจากปี 65 กำไรสุทธิรวมกันกว่า 2 แสนล้านบาท ปี 66 กำไรสุทธิ 2.32 แสนล้านบาท ปี 67 กลุ่มธนาคารพาณิชย์อวดกำไรสุทธิ 2.53 แสนล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1/68 ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีรายได้ 251,663 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 68,396 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกำไรสุทธิเมื่อเทียบรายได้ สูงถึง 27%
ถ้าจำได้ นายเศรษฐา ทวีสิน เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือน ก.ย. 66 ได้เชิญผู้ว่าการแบงก์ชาติมาหารือเรื่องเศรษฐกิจและทิศทางดอกเบี้ย เพื่อโน้มน้าวให้ลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่แบงก์ชาติไม่คล้อยตาม
คือรอจนธนาคารกลางสหรัฐประกาศลดดอกเบี้ย 0.50% (18 ก.ย. 67) ซึ่งตรงกับรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แบงก์ชาติโดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จึงยอมลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรก 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 67 ต่อมาวันที่ 26 ก.พ. 68 ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จาก 2.25% มาอยู่ที่ 2.00% หลังสุดวันที่ 30 เม.ย. 68 ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% มาอยู่ที่ 1.75%
ถ้าแบงก์ชาติ โดย กนง. ยอมลดดอกเบี้ยนโยบายตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายเศรษฐา สภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ น่าจะคล่องตัวมากกว่านี้ใช่หรือเปล่าล่ะ?

แล้วถ้ามาดูวิสัยทัศน์ของนายวิทัย บอกว่าปัญหาหนี้ครัวเรือน ถือเป็นบทบาทและภารกิจสำคัญของระบบการเงิน การเดินหน้าแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านนโยบายการคลัง และนโยบายการเงินนั้นมีบทบาทต่างกัน แต่ทั้งสองส่วนต้องทำงานพร้อมกัน คือ นโยบายการคลังจะออกได้เร็ว ยิงตรงเป้า เห็นผลในระยะเวลาอันสั้น ส่วนนโยบายการเงินเป็นภาพใหญ่ เช่น ลดดอกเบี้ย กว่าจะเกิดผลต้องใช้เวลา 6-12 เดือน
การลดดอกเบี้ย อัดฉีดเงินหรือลดภาษีอย่างเดียวแก้ไม่ได้ทั้งหมด ต้องประสานระหว่างนโยบายการเงิน การคลัง และมาตรการจากหน่วยงานกำกับอื่นไปทิศทางเดียวกันและต่อเนื่อง
การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนในทางปฏิบัติมี 3 แนวทาง ได้แก่ 1.เศรษฐกิจต้องเติบโต หาก Nominal GDP โตเฉลี่ย 4% ต่อเนื่อง 2-3 ปี จะช่วยลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ได้ 2.ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ช่วยให้ลูกหนี้จ่ายเงินต้นได้มากขึ้นในยอดชำระเท่าเดิม และ 3.มาตรการเสริม เช่น โอนหนี้ไม่มีหลักประกันออกจากระบบธนาคาร เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ในระยะยาว
นายวิทัยยังมองว่าการลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือสำคัญ และจำเป็นในการบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือน และการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนสูง
สรุปคือเป็นวิสัยทัศน์ที่เข้าใจง่าย นโยบายการเงิน–การคลังต้องไปด้วยกัน แค่นี้ก็มองเห็นอนาคต!!.
……………………………………..
พยัคฆ์น้อย



