มีความชัดเจนในรายละเอียดโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเคยสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาล อนุทิน 1” สร้างความพึงพอใจให้ประชาชน แต่พอมาถึง อนุทิน2” มีปัจจัยเกี่ยวกับ ปัญหาพลังงาน น้ำมันมีราคาแพงขึ้น เลยเปลี่ยนมาเป็น ไทยช่วยไทยพลัส

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกฯ และ รมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส หรือโครงการคนละครึ่งพลัสเดิมว่า  กระทรวงการคลัง กำลังศึกษา และคิดโมเดลในการดำเนินการอยู่ และคาดว่าจะเปิดให้ลงทะเบียนในเดือน พ.ค.นี้ และจะเริ่มดำเนินโครงการในเดือนมิ.ย. 69

ซึ่งตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีนั้น รัฐบาลจะช่วยสนับสนุน ค่าใช้จ่าย 60% และ ประชาชนจ่าย 40% รวมถึงจะมีการ ช่วยกลุ่มเปราะบางด้วย ซึ่งจะไม่มีการสมทบ โดยระยะเวลาเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นการ จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็น ระยะเวลา 4 เดือน เพื่อเป็นมาตรการเยียวยาค่าครองชีพระยะสั้น และกระตุ้นการใช้จ่าย ในระบบเศรษฐกิจ

สำหรับคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิ คาดว่าจะใช้เกณฑ์เดิม คืออายุ 18 ปีขึ้นไป ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิยังต้องพิจารณาตามกรอบงบประมาณ โดยต้องคำนวณว่าหาก ครอบคลุม 20 ล้านคน หรือ 30 ล้านคน จะใช้งบประมาณเท่าใด เนื่องจากต้องพิจารณาร่วมกับ วงเงินของโครงการ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิประมาณ 13.4 ล้านคน

ในส่วนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ นายภราดร ปริศนานันทกุลรมต.ประจำสำนักนายกฯ  ระบุว่า สามารถใช้ได้จาก หลายช่องทาง ทั้งงบกลางที่ยังเหลืออยู่ และ ร่าง ...โอนงบประมาณที่จะเข้าสู่การพิจารณาในเดือน มิ.ย. สถานะการคลังของรัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการได้ ไม่ได้อยู่ใน ภาวะขาดสภาพคล่อง โดยปัจจุบันยังมีงบกลางเหลือประมาณ 20,000 ล้านบาท และจะมีงบจาก การโอนงบประมาณ เข้ามาเพิ่มเติม

เชื่อว่า  ถ้าผลักดันโครงการ ให้มีผลบังคับใช้ จะสามารถช่วย กระตุ้นภาวะเศรษฐกิจ ทำให้คนกล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย  ซื้อสินค้าบริโภคและอุปโภค เพราะหลังเกิดสงคราม ในตะวันออก กลาง ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทย ดังนั้นการเร่งผลักดันโครงการออกมา ช่วยเหลือประชาชน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไล่ดูเงื่อนเวลาในการทำงาน  หลังแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. ถ้าสามารถทำได้  ก็ถือว่าไม่ล่าช้า

ขณะที่ นายเอกนิติ ซึ่งผ่านการทำงานในกระทรวงการคลัง มาครบเกือบทุกกรม เรื่องความรู้ความสามารถ ไม่มีใครปฏิเสธ ทั้งชื่อเสียง ไม่เคยมีเรื่องมัวหมอง เรื่องความไม่โปร่งใส จากการใช้จ่ายงบประมาณ ออกมาให้ข้อมูลว่า กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท

เพื่อรองรับวิกฤติต่าง ซึ่งถือว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน  โดยคาดว่า จะดำเนินการได้ ในช่วงช่องว่างของปีงบประมาณ 2569 และปี 2570 ในช่วงเดือน พ.ค. ไม่เกินเดือน ต.ค. 2569

โดยการกู้เงินจะยังยึดกรอบ วินัยการเงินการคลัง จะไม่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะที่ 70% ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบัน หนี้สาธารณะของไทย อยู่ที่ 66% ของจีดีพี โดยในส่วนนี้ยังมี ช่องว่างอยู่ราว 4% หรือคิดเป็นวงเงินเกือบ 8 แสนล้านบาท

แต่สิ่งสำคัญคือกู้แล้ว นำเงินไปทำอะไร โดยยืนยันว่ากลยุทธ์ในการกู้เงินของรัฐบาลครั้งนี้ จะนำเม็ดเงินไปใช้ ใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.บรรเทา ลดภาระ และช่วยดูแลกลุ่มเปราะบาง และ 2.ช่วยในการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤติ ให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน การลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งไทยใช้น้ำมันและก๊าซสูงสุดในอาเซียน โดยมีการ นำเข้าสูงถึง 10% ของจีดีพี

ที่เห็นตรงกัน จากการหารือคือ วันนี้ถ้าเราไม่กู้อาจจะอันตรายมากกว่า เพราะจีดีพีหดตัวลง ส่วนหนี้จะสูงขึ้นอยู่ดีแต่สิ่งที่เขาโฟกัสคือ เราจะกู้ไปทำอะไร อย่างไร เพื่อสร้างรายได้ ให้จีดีพีเติบโตขึ้น ในระยะยาวมากกว่า และจากโครงสร้างตลาดการเงินไทย ที่ตลาดพันธบัตร เราพร้อมมาก เพราะดอกเบี้ยไม่ถึง 3% เราจึงสามารถระดมทุนได้โดยไม่มีปัญหา

ต้องยอมรับการบริหารจัดการเรื่องเศรษฐกิจ ถือเป็นเดิมพันของรัฐบาล “อนุทิน2”.

“เขื่อนขันธ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่