การที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง หยิบยกวาทะเรื่อง “กับดักทูซิดิดีส” (Thucydides Trap) มาพูดกลางโต๊ะเจรจากับ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐในการมาเยือนจีน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่การโชว์ความรู้ประวัติศาสตร์ แต่มันคือ “คำเตือนที่แหลมคมที่สุด” ถึงความเสี่ยงที่โลกอาจจะก้าวไปสู่สงครามครั้งใหญ่
“กับดักทูซิดิดีส” คือทฤษฎีของ เกรแฮม อัลลิสัน (Graham Allison) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ตั้งชื่อตาม “ทูซิดิดีส” นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ มีนัยที่บอกว่า เมื่อมี “เจ้าที่เดิม” มหาอำนาจเก่าอย่างสหรัฐ และมี “หน้าใหม่ไฟแรง” มหาอำนาจใหม่อย่างจีน ก้าวขึ้นมาท้าทาย ความระแวงจะเกิดขึ้น เหมือนในอดีตที่เอเธนส์เติบโตจนสปาร์ต้ากลัว สุดท้ายก็จบลงด้วยสงครามที่เลี่ยงไม่ได้
ผู้นำจีนกำลังถามสหรัฐตรงๆ ว่า “เราจะก้าวข้ามกับดักนี้ไปด้วยกัน หรือจะยอมปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย?”

แล้วไทยเกี่ยวอะไร แล้วทำไมเราต้องร้อนรน? คำตอบคือ…เพราะไทยเป็นประเทศเล็กที่มีระบบเศรษฐกิจเปิด เราพึ่งพาการค้าโลกสูงมาก และที่สำคัญคือเราพึ่งพาทั้งสหรัฐและจีน
จีนคือคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย ดูจากมูลค่าการค้ารวม ช่วงมกราคม-ตุลาคม 2568 ไทย-จีนมีมูลค่าการค้าสูงถึง 121,550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่ายอดของสหรัฐและญี่ปุ่นรวมกัน จีนครองสัดส่วนเม็ดเงินลงทุนในไทยสูงถึง 21.02% ในปี 2567 มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน 810 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 174,600 ล้านบาท
สหรัฐคือพันธมิตรทางทหารที่เก่าแก่ที่สุดของไทยมากว่า 70 ปี แม้การฝึกร่วม Cobra Gold จะลดขนาดและกำลังพลลง แต่ก็ยังเป็นหลักในการทำงานร่วมกันของกองทัพ และยังเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทยตั้งแต่ปี 2564 โดยในเดือนตุลาคม 2568 มียอดส่งออกสูงถึง 58,584 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มากกว่ายอดส่งออกไปจีนและญี่ปุ่นรวมกัน ไทยได้ดุลการค้าจากสหรัฐเพิ่มแบบก้าวกระโดดจาก 11,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2560 เป็น 41,330 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐ ยุคทรัมป์ 2.0 นำมาเป็นข้ออ้างกดดันและตั้งกำแพงภาษีกับไทย
เมื่อยักษ์ใหญ่สองตนจ้องหน้ากัน ไทยจึงเหมือนยืนอยู่บนไม้กระดานที่สั่นคลอนตลอดเวลา ดังนั้น ไทยต้องเลิกใช้ความพยายามที่จะ “เลือกข้าง” แต่ต้องเปลี่ยนมาเป็น “การเลือกประเด็น” โดยรักษาสมดุลแบบ “ทางสายกลาง” ต้องดึงจุดแข็งของการทูตแบบไผ่ลู่ลมกลับมาใช้ คือการรักษาความสัมพันธ์ให้เท่าเทียมกัน อย่าให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าเรา “เอียง” ไปสุดตัว เช่น แม้เราจะซื้ออาวุธจากจีน แต่เราก็ยังต้องรักษาการฝึกร่วม Cobra Gold กับสหรัฐไว้

ไทยคนเดียวสู้แรงเบียดไม่ไหว เราต้องผลักดันให้ “อาเซียนเป็นศูนย์กลาง” เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในนามกลุ่มประเทศ ถ้าเราจับมือกันมหาอำนาจจะเกรงใจเรามากขึ้น และไม่กล้าบีบให้เราเลือกข้างแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่า และเราต้องไม่ฝากชีวิตไว้กับแค่ “จมูก” ของจีนหรือสหรัฐเท่านั้น แต่ควรดึงมหาอำนาจอื่นอย่าง อินเดีย, ญี่ปุ่น หรือยุโรป เข้ามาถ่วงดุลมากขึ้น เพื่อให้ไทยมี “ตัวเลือก” ในวันที่ขั้วใดขั้วหนึ่งมีปัญหา
ไทยต้องเดินกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจแบบฉานฉลาดและยืดหยุ่น ในเมื่อสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการภาษีหนักมือขึ้น และจีนก็ส่งสินค้าราคาถูกมาบุกตลาดเรา ไทยต้องเร่งปรับตัวไปสู่การเป็น “ฐานการผลิตขั้นสูง” ที่ใครๆ ก็ขาดไม่ได้ เช่น อุตสาหกรรมชิปอัจฉริยะ หรือพลังงานสะอาด เพื่อให้เรามีคุณค่าในห่วงโซ่อุปทานโลกจนไม่มีใครกล้าตัดเราทิ้ง
เราอาจมอง “กับดักทูซิดิดีส” เป็นเรื่องของยักษ์ใหญ่ แต่ผลกระทบของมันจะตกอยู่ที่มดตัวเล็กๆ อย่างเรา ทางรอดเดียวคือต้อง “รู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเครื่องมือ และยึดประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้ง” และนั่นคือหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องวางหมากอย่างแยบยล เราต้องเป็นไผ่ที่ไม่เพียงแค่ลู่ตามลม แต่ต้องเป็นไผ่ที่รากแข็งแรงพอที่จะไม่โดนพายุพัดหายไปจากแผนที่โลก
คนเถรตรง
เครดิตภาพ : REUTERS



