ทั้งนี้ กับการสืบสาวราวเรื่อง กับเรื่องทางคดีเกี่ยวกับ “สึนามิวงการผ้าเหลือง” ดังกล่าว นั่นก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตาม จากผลพวงเหตุการณ์นี้ กับการมี ผู้ที่อยู่ในผ้าเหลืองมายาวนานจู่ ๆ ชีวิตต้องเปลี่ยนฉับพลัน นั้น…

เมื่อ “จู่ ๆ ชีวิตเปลี่ยนไปกะทันหัน!!”

แล้ว “จากนี้ไปต้องเผชิญอะไรบ้าง??”

ก็ “ถูกจับจ้องไม่น้อยว่าจะอย่างไร??”

จากกรณีดังกล่าว โฟกัสเฉพาะประเด็น เป็นพระมานานแล้วปุบปับกลายเป็นคนธรรมดา…จะอย่างไร?? กับประเด็นนี้…โดยไม่ใช่การเจาะจงที่เรื่องครึกโครมของวงการผ้าเหลืองที่อื้ออึงล่าสุด แต่เป็นในภาพรวมทั่ว ๆ ไป จากที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ได้ค้นหาและประมวลข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแหล่งต่าง ๆ ก็พอจะฉายภาพ “สิ่งที่จะเกิดขึ้น” ซึ่งโดยสังเขปมีดังนี้…

การ เปลี่ยนผ่านจากพระสงฆ์สู่การเป็นฆราวาส หรือ “จากสถานะสมณเพศที่ดำเนินมาอย่างยาวนานสู่สถานะคฤหัสถ์แบบกะทันหัน” นั้น อาจจะพอเปรียบได้กับการ “เดินทางออกจากโลกใบเก่าที่คุ้นเคยมายาวนาน” ซึ่งหนทางจากนี้ไป…จะ “เต็มไปด้วยความท้าทายในหลากหลายมิติ” ไม่ว่าจะเป็นในด้านอัตลักษณ์ ด้านสถานภาพทางสังคม และก็ รวมถึง “ความท้าทายด้านเศรษฐกิจ” เช่น การทำอาชีพ การหาเลี้ยงปากท้อง การหารายได้มาดูแลตัวเอง

เปรียบดั่ง “กำแพงชีวิตที่มองไม่เห็น”

เป็นกำแพงที่ “จำเป็นจะต้องก้าวข้าม”

สำหรับ “ความท้าทายแรก ๆ” ที่จะเกิดกับ “ผู้ที่พ้นจากการเป็นพระ” โดยเฉพาะกับรายที่ใช้ชีวิตในร่มกาสาวพักตร์มานาน คือ “วิกฤติอัตลักษณ์ และปัญหาสุขภาวะทางจิต” จาก “ความรู้สึกสูญเสียตัวตนแบบเดิมและการที่“ต้องเผชิญความว่างเปล่า” โดยการเปลี่ยนสถานะจากพระที่สังคมให้ความเคารพ มีสถานะทางสังคมที่ชัดเจน และมีกิจวัตรประจำวันที่แน่นอน เปลี่ยนสู่การเป็นนายนั่นนายนี่ อาจทำให้คน ๆ นั้น “เกิดภาวะสุญญากาศทางตัวตน” อย่างรุนแรงได้ อาจจะทำให้รู้สึก “เคว้งคว้าง” และไม่รู้จะเริ่มต้นชีวิตในสถานะใหม่อย่างไร? …นี่เป็นสิ่งแรก ๆ ที่มักต้องเผชิญเมื่อสถานะเปลี่ยน

โดยเฉพาะ “ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ”

จากวิกฤติอัตลักษณ์ ก็อาจจะตามมาด้วยปัญหาสุขภาวะทางจิตโดยไม่ว่าจะกับสถานะเดิมสถานะใด รวมถึงสถานะพระที่เปลี่ยนไป เมื่อ “เกิดความเปลี่ยนแปลงในชีวิตแบบฉับพลัน” ก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการ “นำไปสู่ภาวะซึมเศร้าได้”เพราะ“มีความเครียดสูง”เพราะ “มีความกังวลต่าง ๆ” เช่น จากความ รู้สึกผิดในสิ่งที่ทำพลาดไป จากความ รู้สึกล้มเหลวในชีวิต รวมถึงจาก “ชีวิตใหม่ที่ไม่คุ้นเคย”ที่จะ“เป็นปัญหาใหญ่”ในชีวิตสถานะใหม่ที่ไม่ใช่เดิม ๆ ที่บางรายนั้น…

ถึงกับ “ร้องไห้เมื่อต้องสึกกะทันหัน”

นอกจากนี้ “ความท้าทายลำดับต่อ ๆ ไป” สำหรับ ผู้ที่เป็นพระมายาวนานแล้วต้องกลายเป็นคนธรรมดา นั่นก็คือ “ปัญหาในการปรับตัวให้เข้ากับบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของฆราวาส” เนื่องจากผู้ที่เป็นพระมาเป็นเวลานาน ๆ อาจจะ “ยังติดวิถีแบบสงฆ์” โดยไม่รู้ตัว เช่น การเผลอรอให้คนอื่นนำอาหารมาให้ การติดนิสัยเทศนาสั่งสอนผู้อื่น ซึ่งอาจเป็นการสร้าง “ปัญหาทางสัมพันธภาพ” กับผู้อื่น และสร้าง “ปัญหาชีวิต” ได้ …และนอกจากนั้น ก็ยัง ต้องเรียนรู้ทักษะการสื่อสารใหม่ รวมถึง ปฏิสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ ตลอดจน ต้องรับมือกับมุมมองของคนรอบข้างด้วย

โดยเฉพาะ “พ้นผ้าเหลืองแบบอื้อฉาว”

และกล่าวสำหรับ “ความท้าทายในการดำรงชีวิตในสถานะคนธรรมดาที่ไม่ใช่พระ” อย่างเรื่อง “เศรษฐกิจปากท้อง” เรื่อง “การทำอาชีพการหารายได้”ที่ก็เป็น “ความท้าทายสำคัญ” โดยเฉพาะรายที่ พ้นจากผ้าเหลืองมาโดยไม่ได้มีเงินมาด้วยมาก ๆ และมีอายุมาก ที่ก็ย่อมจะ ต้องเผชิญความยากลำบากในการหางานทำ แม้เคยมีความรู้ความสามารถสูงในทางธรรมก็ตาม แต่เมื่ออยู่ในทางโลก ความรู้ที่มีไม่ใช่คุณสมบัติที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานสมัยใหม่ ก็จะยากที่จะแปลงเป็นโอกาสในการทำงาน และ ยิ่งหากพ้นผ้าเหลืองแบบอื้อฉาวก็จะยิ่งยากขึ้นอีกในการหาอาชีพทำ

ทั้งนี้ ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นภาพรวมโดยสังเขปเกี่ยวกับ “ความท้าทายที่ต้องเผชิญ” สำหรับผู้ที่พ้นจากความเป็นพระสู่การเป็นคนธรรมดา โดยเฉพาะ ผู้ห่มผ้าเหลืองเป็นพระมายาวนานจู่ ๆ ก็จำต้องพ้นผ้าเหลืองพ้นจากการเป็นพระพ้นจากวัดโดยชีวิตพลิกผันกะทันหัน ซึ่ง ณ ที่นี้ค้นหาและประมวลมาแจกแจงก็มิได้มีเป้าประสงค์ในเชิงบวกหรือเชิงลบต่อผู้ที่ต้องเปลี่ยนสถานะในลักษณะนี้แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงนำเสนอตอบโจทย์การจับจ้องของสังคมจากกรณีครึกโครม อย่างไรก็ตาม ก็มิใช่ว่าผู้ที่ต้องเปลี่ยนสถานะในลักษณะดังกล่าวนี้จะไม่มีวิธีรับมือความท้าทาย ก็มี และก็เป็น “แง่มุมน่าพินิจ”

ไม่ว่าจะสถานะเก่าและใหม่สถานะใด

ก็ “มีวิธีรับมือชีวิตที่เปลี่ยนฉับพลัน”

ตอนหน้ามาดูกัน “รับมือเช่นไร??”.

ทีมสกู๊ปเดลินวส์