นอกจากเริ่มก่อนโดยโจมตีพลเรือนไทยเมื่อ 24 ก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว วันต่อ ๆ มาทางเขมรก็ยัง “ประพฤติร้าย” เช่นนี้ต่อเนื่อง เป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลก ขณะที่การตอบโต้ของทหารไทยนั้นเป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลกว่าอยู่ในกรอบมนุษยธรรมตามข้อตกลงสากล โฟกัสเฉพาะพื้นที่หรือเป้าหมายทางการทหาร อย่างไรก็ตาม การที่พื้นที่พลเรือนของไทยก็ยังถูกโจมตีต่อเนื่อง ก็เพราะ“เขมร” นั้น “ทำการรบแบบไม่คำนึงถึงมนุษยธรรม!!”…

ไม่คำนึง “แม้แต่กับพลเรือนของตน”

เขมร “ใช้พลเรือนของตนเองเป็นโล่”

ใช้พื้นที่พลเรือนตั้งกองกำลังอาวุธ”

ทั้งนี้ ก่อนอื่นชวนดูแถลงการณ์โดยองค์กรด้านเด็ก คือ เซฟ เดอะ ชิลเดรน เมื่อ 24 ก.ค. 2568 กันก่อน ซึ่งใจความสำคัญบางช่วงบางตอนมีว่า… “เซฟ เดอะ ชิลเดรน มีความกังวลและเสียใจอย่างยิ่ง ต่อเหตุการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ของพลเรือน รวมถึงบ้านพัก โรงพยาบาล และหมู่บ้าน ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า รวมถึงชีวิตของเด็ก… การโจมตีบ้านเรือน โรงเรียน หรือพื้นที่พลเรือนอื่น ๆ โดยเฉพาะบริเวณที่มีเด็กอยู่ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงเซฟ เดอะ ชิลเดรน ขอประณามการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบที่ส่งผลกระทบต่อพลเรือน โดยเฉพาะเด็ก ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุดในยามวิกฤติ เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากอันตราย มีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และเข้าถึงการดูแลด้านร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสม…” …และพร้อมกันนี้ ในแถลงการณ์นี้ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อยุติความรุนแรงที่ส่งผลต่อพลเรือนและเด็ก เรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีของประชาชน โดยเฉพาะเด็ก

แถลงการณ์นี้ก็ฉายภาพ “พฤติกรรมทางทหารของเขมรขัดต่อข้อตกลงสากล”ที่รวมถึง ขัดต่อข้อ 38 ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพเด็กกรณีมีการพิพาทกันด้วยอาวุธ …นี่ก็สำคัญระดับสากล นี่ก็ส่วนหนึ่ง

และอีกส่วนหนึ่ง จากความจริงที่เกิดขึ้น กรณี “โล่มนุษย์ – Human Shield”กรณี “เขมรใช้พลเรือนเขมรเองเป็นโล่มนุษย์” ที่ก็เป็น อีกประเด็นเข้าข่าย “อาชญากรรมสงครามอาชญากรสงคราม”นั้น กรณีนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดจากการที่ เขมรใช้พื้นที่พลเรือนเขมรตั้งกองกำลัง ตั้งอาวุธโจมตีไทย อย่างรถบรรทุกทางทหารที่เป็นฐานยิงจรวดหลายลำกล้อง BM21 โจมตีพื้นที่พลเรือนไทย เป็นต้น ซึ่งการที่เขมรใช้พลเรือนเขมรเองเป็นโล่มนุษย์นี่จริง ๆ ก็มิใช่เพิ่งเกิดครั้งแรกกับการก่อสงครามโจมตีไทยก่อนในปี 2568 นี้ โดย “เขมรทำการรบแบบต่ำตม” โดย “ไม่คำนึงถึงมนุษยธรรมแม้แต่กับพลเรือนเขมรเอง” มาแต่อดีต อย่างในปี 2554 ที่เขมรก็เคยรบกับไทยจากข้อพิพาทเขตแดน ก็มีการวางเกมรบแบบต่ำตม…

โดย… กัมพูชานำเด็ก สตรี คนชรา มาอยู่ในเขตเขาพระวิหารที่ตั้งทหาร ซึ่งหากเกิดอะไรขึ้นจะได้กล่าวหาว่าไทยละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย” …นี่เป็นส่วนหนึ่งจากการแถลงข่าวโดยกองทัพบกของไทยเมื่อปี 2554 ขณะที่ปี 2568 นี้ กับการที่เขมรก่อสงครามโจมตีไทยก่อน ทางกองทัพภาคที่ 2 ของไทยก็มีหลักฐานยืนยันได้ชัดว่า“เขมรใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์”นอกเหนือจากใช้อาวุธที่ไม่เลือกเป้าหมาย โจมตีโรงพยาบาล-โรงเรียน จงใจโจมตีพลเรือน-เป้าหมายที่ไม่ใช่ทางทหาร ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการ ละเมิดร้ายแรงต่อกฎหมายและธรรมเนียมของสงคราม ตามหลักสากล-ตามข้อตกลงสากล

ทั้งนี้ ย้อนไปดูเมื่อปี 2554 จากการที่ “เขมรวางเกมรบแบบต่ำตม…ใช้พลเรือนเขมรเป็นโล่มนุษย์”ก็มีแหล่งข่าวนักวิชาการทหาร-ความมั่นคง ที่ได้สะท้อนการวิเคราะห์ผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ โดยสังเขปมีว่า… จุดแข็งของทหารเขมรคือประสบการณ์รบนอกแบบ กับการเมืองภายในมีเสถียรภาพนำการทหาร ซึ่งที่สำคัญ…ถ้าสถานการณ์บานปลาย สิ่งที่กองทัพฝ่ายไทยต้องเผชิญก็คือการขาดเสรีในการปฏิบัติการทางทหาร…เพราะ “เขมรใช้โล่มนุษย์” เช่น… ถ้าทหารเขมรเน้นตั้งรับ ก็จะพยายามดึงทหารไทยเข้าพื้นที่ทางลึก จากนั้น ใช้สงครามประชาชนเข้าขวาง แล้วทหารเขมรจึงจะเข้าตีทหารไทย

นอกจากนี้ เขมรจะใช้ปฏิบัติการจิตวิทยา และปฏิบัติการข่าวสาร ร่วมกับปฏิบัติการทหาร ซึ่งเมื่อใช้กำลังทางทหารต่อกัน แม้กองทัพไทยมีอำนาจรบที่สูงกว่า การรบตามแบบทางทหารมีความได้เปรียบมากกว่าเขมร แต่ ไทยต้องเผชิญ “ปฏิบัติการโล่มนุษย์” ของฝ่ายเขมร และอาจถูกเวทีโลกมองว่ารังแกประเทศที่อ่อนแอกว่า ซึ่งอาจเรียกได้ว่าไทย “ได้เปรียบทางยุทธการ แต่เสียเปรียบทางยุทธศาสตร์” …นี่เป็นบทวิเคราะห์โดยนักวิชาการทหารเมื่อปี 2554 กับสถานการณ์เก่าตอนนั้น

ส่วนล่าสุดที่“เขมรใช้โล่มนุษย์”ยิ่งไปกันใหญ่… ไม่ได้เป็นแม้แต่ยุทธศาสตร์ในการรบ”หากแต่ “เป็นการใช้โล่มนุษย์พลเรือนเขมรเป็นที่ตั้งอาวุธโจมตีระยะไกลใส่ไทยโดยพุ่งเป้าพื้นที่พลเรือน” ซึ่งด้านหนึ่งเพื่อ“ป้องกันการตอบโต้จากทหารไทย”เพราะรู้ว่าทหารไทยจะไม่โจมตีพื้นที่พลเรือนแน่ และในอีกด้านก็เป็น “กับดักมีชีวิตเผื่อใช้ดิสเครดิตไทย”

นี่เรียกว่าเล่ห์ร้ายก็ฉายภาพได้ไม่ชัด

จะชัดต้องเสริมอีกคำคือ “เล่ห์เหี้ยม”

คำที่ “คนมากมายอยากสะกดผิด!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์