สำหรับปากีสถาน ประเทศในเอเชียใต้ที่มีประชากรมากกว่า 240 ล้านคน ผู้ปกครองมักจะรอจนกว่าบุตรของพวกเขาเริ่มเข้าโรงเรียนตอนอายุ 5 ขวบ จึงจะขอสูติบัตร ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเข้าสมัครเรียนในเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ
ราซาถูกมองข้ามจนเขาเรียนถึงช่วงปลายของการศึกษาระดับประถมศึกษา แต่เมื่อโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นขอเอกสาร มารดาของเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพาเขาออกจากโรงเรียน
“ถ้าผมหางานทำ พวกเขาจะขอบัตรประจำตัวประชาชน และถ้าไม่มีบัตร พวกเขาก็จะไม่ยอมจ้างผม” ราซา วัย 19 ปี จากเมืองการาจี ทางตอนใต้ของปากีสถาน กล่าว
อนึ่ง ราซาเคยถูกจับกุมมาแล้ว 2 ครั้ง ในข้อหาไม่แสดงบัตรประจำตัวประชาชน เมื่อเขาถูกตำรวจเรียกที่จุดตรวจ ขณะที่นางมาเรียม สุเลมาน มารดาของราซา ซึ่งไม่ได้ลงทะเบียนราษฎรเช่นกัน กล่าวว่า เธอไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการมีเอกสารประจำตัว และไม่รู้เลยว่าตัวเองจะต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นนี้
รัฐบาลปากีสถานเปิดตัวบัตรประชาชนไบโอเมทริกซ์ หรือข้อมูลชีวมิติ ในปี 2543 และการลงทะเบียนราษฎรกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้นในทุกแง่มุมของชีวิตราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมือง
เมื่อปี 2564 สำนักงานฐานข้อมูลและทะเบียนแห่งชาติของปากีสถาน ประเมินว่ามีประชาชนราว 45 ล้านคน ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนราษฎร แต่หน่วยงานกลับปฏิเสธที่จะเปิดเผยตัวเลขล่าสุด หรือแสดงความคิดเห็นตอบกลับ
ในการลงทะเบียนราษฎร ราซาต้องการเอกสารของมารดาหรือลุงของเขา ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและซับซ้อนสำหรับพวกเขาในวัยนี้ โดยมักต้องใช้แพทย์ ทนายความ หรือประกาศในหนังสือพิมพ์
ราซากล่าวว่า เอกสารมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 165 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,300 บาท) หรือเทียบเท่ากับรายได้หนึ่งเดือนครึ่งของเขากับมารดา ซึ่งทั้งสองคนหาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานบ้าน และงานจิปาถะในร้านขายของชำ
ในหมู่บ้านราจันปุระอันห่างไกลของแคว้นปัญจาบ กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) พยายามป้องกันไม่ให้ผู้คนต้องเผชิญชะตากรรมเดียวกับราซา โดยดำเนินการรณรงค์การลงทะเบียนราษฎรตามบ้านเรือน พร้อมกับเตือนผู้ปกครองว่า เด็กที่ไม่มีเอกสาร มีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของการใช้แรงงานเด็ก และการบังคับแต่งงาน
ทั้งนี้ ข้อมูลจากยูนิเซฟเผยให้เห็นว่า การรณรงค์ในหมู่บ้านทำให้อัตราการจดทะเบียนเกิดเพิ่มขึ้นจาก 6.1% ในปี 2561 เป็น 17.7% ในปี 2567 ซึ่งนางซาฮิดา มันซูร์ เจ้าหน้าที่คุ้มครองเด็กของยูนิเซฟ เชื่อว่า สิ่งนี้จะช่วยปรับปรุงอนาคตของคนรุ่นหนึ่งให้ดีขึ้นได้
“หากรัฐไม่ทราบว่าเด็กมีอยู่จริง รัฐก็ไม่สามารถให้บริการขั้นพื้นฐานได้ และหากเด็กไม่มีตัวตน นั่นหมายความว่ารัฐไม่ตระหนักถึงการมีอยู่ของเด็ก และรัฐไม่ได้วางแผนบริการที่จำเป็นสำหรับเด็กแรกเกิด” มันซูร์ กล่าวทิ้งท้าย.
เลนซ์ซูม
เครดิตภาพ : AFP



