ทั้งนี้ เกี่ยวกับพื้นที่ “เทือกเขาพนมดงรัก” นั้น ประมวลสรุปข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง… เทือกเขาพนมดงรักเป็นเสมือนพรมแดนธรรมชาติ 3 ประเทศ คือ… ไทย, สปป.ลาว และ “ประเทศเกเรเล่ห์ร้ายที่หวังจะแย่งดินแดนไทย” ที่ไม่ต้องบอกว่าประเทศอะไรคนไทยเรา ๆ ท่าน ๆ ก็ย่อมจะทราบกันดี

พนมดงรัก” นี่ “เทือกเขาทรงแปลก”

โฟกัสในทาง “ภูมิประเทศธรณีวิทยา”

เทือกเขานี้ “มีข้อมูลจำเพาะน่าสนใจ”

เกี่ยวกับการเป็นเสมือนพรมแดนธรรมชาติ ซึ่งหมายถึงอย่างคร่าว ๆ มิใช่เส้นเขตแดน… เทือกเขาพนมดงรัก”ที่มีความยาวกว่า 635 กิโลเมตร เมื่อมองจุดเริ่มเทือกเขาตั้งแต่พื้นที่ชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือทางตอนใต้หรือทาง “อีสานใต้ของไทย” แนวเทือกเขานี้ทอดตัวยาวในแนวตะวันตกไปยังตะวันออก จากนั้นขึ้นทิศเหนือไปสู่จุดสิ้นสุดเทือกเขาที่แม่น้ำโขงในพื้นที่เขต อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ของประเทศไทย ทั้งนี้ โฟกัสที่แนวเทือกเขาทางอีสานใต้ของไทย โดยนึกภาพง่าย ๆ ว่าประเทศไทยมีลักษณะรูปทรงคล้าย “ขวาน” กับแนว “เทือกเขาพนมดงรักทางอีสานใต้ของไทยนั้นจะเป็นแนวด้านใต้ของหัวขวาน” โดยที่ “พื้นที่อีกฝั่งของเทือกเขาที่เป็นประเทศเกเรเล่ห์ร้าย” นั้นตลอดแนว “มีลักษณะเป็นหน้าผาชัน”

กล่าวสำหรับในเชิงของการเป็นพื้นที่ทางธรรมชาติ ในเชิงการเป็นพื้นที่ทางนิเวศวิทยา… พื้นที่เทือกเขาพนมดงรัก” นั้น “มีพื้นที่ป่าที่มีความเหมาะสมกับการเป็นพื้นที่อยู่อาศัยพื้นที่ขยายพันธุ์ของบรรดาสัตว์ป่านานาพันธุ์”ซึ่งในเชิงนี้ทางประเทศไทยได้มีการกำหนดพื้นที่ป่าส่วนที่เป็น “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก” อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 2521

กลับมาที่ประเด็น “เทือกเขารูปทรงแปลก”กับ“เทือกเขาพนมดงรัก”นั้น บางแหล่งข้อมูลระบุไว้ว่ามีอีกคำเรียกที่แปลว่า “ภูเขาไม้คาน” นัยว่า “คล้ายไม้คาน” อย่างไรก็ตาม ก็มี “ข้อมูลวิชาการเชิงภูมิประเทศธรณีวิทยา” ที่ระบุไว้ว่า…

พนมดงรัก”ถือเป็น “ภูเขารูปมีดอีโต้”

พร้อมทั้ง “มีข้อมูลอธิบายไว้น่าสนใจ”

ทั้งนี้ เกี่ยวกับ“ภูเขารูปมีดอีโต้” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล นี่เป็นข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก “มิตรเอิร์ธ-mitrearth” ที่โดยสังเขปนั้นมีว่า… แนว “เทือกเขาพนมดงรัก” แห่งนี้ “มีภูมิลักษณ์ (landform) เฉพาะตัว” โดยแนวเทือกเขานี้ถือเป็น “ภูเขารูปมีดอีโต้” หรือที่ทางวิชาการเรียกว่า… “ภูมิประเทศเควสตา (cuesta topography)” ซึ่งหมายถึงภูมิประเทศที่ประกอบไปด้วยส่วนของ “หัวมีดอีโต้” ที่มีความชันมาก หรือที่ทางวิชาการเรียกว่า… “ความชันด้านหน้าผา (scarp slope)” และพื้นที่ในส่วน “สันมีดอีโต้” ที่มีความชันต่ำกว่า ซึ่งทางวิชาการเรียกว่า… “ความชันด้านมุมเอียงเท (dip slope)”

ข้อมูลในเฟซบุ๊กมิตรเอิร์ธ-mitrearth ยังได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า… ในทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยานั้น เมื่อเวลาผ่านไป ทุกตารางนิ้วของการผุพัง (erosion) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จะทำให้หัวมีดอีโต้ผุกินพื้นที่เข้ามาในสันมีดอีโต้เรื่อย ๆ หรือพูดอีกอย่างก็คือสันปันน้ำก็จะเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทยเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นการขยับอย่างช้า ๆ ตามวิถีธรรมชาติ

…นี่เป็นคำอธิบายทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยาโดยสังเขป…กับ “เทือกเขาพนมดงรัก”ที่มีคำว่า “ภูเขารูปมีดอีโต้”ภูมิลักษณ์เฉพาะตัว หรือ “ภูมิประเทศเควสตา” ศัพท์เฉพาะทางธรณีวิทยา ที่น่าสนใจ ซึ่งถามว่า…นอกจากแนวเทือกเขาพนมดงรักแล้ว ในไทยยังมีพื้นที่อื่น ๆ ที่มีภูมิประเทศแบบนี้อีกหรือไม่?? กับคำตอบนั้น “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็จะสะท้อนต่อข้อมูลของ กรมทรัพยากรธรณี ที่ระบุไว้ผ่านเฟซบุ๊กของกรมฯ หลักใหญ่ใจความมีว่า… เมื่อเอ่ยคำว่า “เขา-ภูเขา” คนมักนึกถึงเขารูปทรงสามเหลี่ยมที่มียอดแหลม ตามลักษณะที่พบทั่วไป แต่ในทางธรณีวิทยามีการจำแนกรูปทรงภูเขาไว้อีกหลายรูปทรง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “เขารูปอีโต้” หรือ “เขาเควสตา” ที่จุดเด่นเขามีลักษณะ ด้านหน้าตั้งชันขณะที่ ด้านท้ายลาดเอียงเทไปตามแนวระดับชั้นหิน จนดู “คล้ายมีดอีโต้” ส่วนคำว่า “เควสตา (Cuesta)”มาจากรากศัพท์ภาษาสเปน ที่หมายถึง “พื้นที่ลาดเอียง”

และข้อมูลโดยกรมทรัพยากรธรณี ยังระบุไว้ว่า… ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย บริเวณที่ราบสูงโคราช บริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำลำตะคองตอนกลางถึงตอนล่าง ก็มี “เขาอีโต้เขาเควสตา” และก็ ทำให้ “อุทยานธรณีโคราช” มีเอกลักษณ์ต่างจากพื้นที่อื่นชัดเจน โดย ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้ขอบที่ราบสูงโคราชมีภูมิลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นมาก เพราะพื้นที่เป็น “แนวเขาเควสตาหรือเขาอีโต้ 2 แนวคู่ขนานกัน” มีจำนวนเขามากกว่า 20 ลูก อยู่ในเขต อ.สีคิ้ว อ.สูงเนิน ซึ่งมีความสูงประมาณ 400-800 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อาทิ เขายายเที่ยง เขาขนานจิต เขากระโดน เขาสะเดา เป็นต้น

ทั้งนี้ ช่วงกลาง ๆ ของขวานทอง-ประเทศไทย ก็มีพื้นที่ “ภูมิประเทศเควสตาภูเขารูปมีดอีโต้” เช่นเดียวกับบริเวณ “เทือกเขาพนมดงรัก” บริเวณที่ “เกิดสถานการณ์ร้าย ๆ อันเนื่องจากพฤติกรรมของประเทศเกเรเล่ห์ร้าย” จนทำให้…

เทือกเขาพนมดงรัก” นั้น “ร้อนระอุ”

ธรรมชาติ” ต้อง “หม่นหมองซ้ำ ๆ”

ดงรัก” ต้อง “กลายเป็นดงรบ!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์