ว่ากันว่า การเลี้ยงดูลูกๆในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากสมัยก่อนอย่างมาก ด้วยความที่เด็กยุคใหม่ความเป็นตัวของตัวเองและมีความสามารถรอบด้าน ทำให้พ่อๆแม่ๆหลายคนต้องปรับตัวในการเลี้ยงดูลูกเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่พ่อแม่ในวงการบันเทิงที่ล่าสุดก็ยอมรับว่านอกจากต้องปรับตัวแล้ว ก็ต้องปรับทัศนคติในการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นลูกเช่นกัน
ควันหลงพอวันแม่แห่งชาติ 12 ส.ค.เวียนมาถึง yimyim ก็ได้คว้าตัว 3 ครอบครัวคนบันเทิงมาแชร์ทริคการเลี้ยงลูกให้ทราบกัน ตามมาเลยจ้า
เริ่มต้นที่ครอบครัวของนักแสดงสาว หน่อย-บุษกร วงศ์พัวพันธ์ ที่พาลูกชายสองคนอย่าง น้องคุน-คุนนธรรม วงศ์พัวพันธ์ และ น้องจุน-ธิปไตย วงศ์พัวพันธ์ มาเปิดเผยความรักในครอบครัว

การเลี้ยงลูกในยุคมันยากไหม ?
หน่อย : ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันยากเหมือนที่เราคาดคิด แต่ลูกเกิดมาแล้วเรารู้สึกว่าอนาคตมันจะยังไง แต่สุดท้ายเพราะหลังจากที่เราผ่านโควิดหรืออะไรกันมา เราก็เลยรู้ว่าเหมือนเด็กเขาปรับตัว คือจริง ๆ แล้วต้องบอกว่ามันมีสิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดในโลกนี้หรือเกิดในเมืองไทย คือมันเกิดได้หมด อยู่อยู่ น้องคุน ก็ได้เห็นข่าวก็ถามเราว่าบ้านเรามี F-16 หรอ แม่ก็เลยบอกว่าเคยเห็นพร้อมลูกนี่แหละ
ในยุคสมัยนี้กับยุคสมัยก่อนมันแตกต่างกันไหม?
หน่อย : ถามว่าต่างไหม คือมันเร็ว อย่างสมัยก่อนยุคพ่อแม่ลูกเรามันเป็นแบบจดหมาย การเขียนจดหมายถึงกัน แล้วก็มีโทรเลข มีอีเมล แต่ตอนนี้แทบจะเหมือนแบบ เรียลไทม์ เราอยู่ไกลแค่ไหนก็จะรู้ว่าลูกเราทำอะไรอยู่ คือมันไม่มีอะไรยากแบบสมัยก่อน ซึ่งเราก็บอกลูกว่าสมัยแม่นะต้องใช้เขียนจดหมาย ต้องสะกดเป็น แต่เดี๋ยวนี้ถ้าอยากรู้อะไรก็แค่ถามโทรศัพท์ แต่สมัยก่อนพ่อกับแม่จะต้องไปห้องสมุดแห่งชาตินะลูก แต่อย่างตอนนี้น้องคุน ก็เริ่มดูงานอาร์ต ต้องไปหาพิพิธภัณฑ์ ของบางอย่างมันไม่สามารถที่จะค้นหาในโทรศัพท์ได้ คือมันอาจจะไม่ซึมซับได้เหมือนกับไปดูของจริง อย่างคนที่เขาเก่งก็มักจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา
พ่อแม่เน้นย้ำเรื่องสำคัญอะไรให้กับลูกๆ บ้าง?
คุน : ก็อย่างพ่อกับแม่นะครับ หลัง ๆ ที่โตมา พ่อกับแม่จะเน้นย้ำทำในสิ่งที่ชอบ เหมือนกับว่าเราชอบอะไรก็ให้เราตั้งใจทำไป เรื่อย ๆ ทำให้สม่ำเสมอ แล้วสุดท้ายแล้วชีวิตเราก็จะมีแนวทาง ของมันเอง แต่อาจจะไม่ได้เหมือนคนอื่นแต่ก็จะเป็นวิธีการของเรา
จุน : พ่อกับแม่บอกให้ฝึกซ้อม เยอะ ๆ ในสิ่งที่เราชอบ เพราะว่าการฝึกซ้อมมันจะไปเรียนรู้วิธีการทำจริง ๆ
หน่อย : ไม่อยากให้ เขา ล้มเลิกอะไร ง่าย ๆ ก็เลยอยากให้ออกไปเรียนรู้จริง ๆ ได้ฝึก คือเราเป็นอาชีพนักแสดง เขา อาจจะคิดว่ามันง่ายแต่มันไม่ได้ง่าย ก็ให้เขาไปเรียนรู้ในกองถ่าย คือแต่ละคนแต่ละอาชีพหน้าที่ของเขา ก็ต้อง ผ่านอะไรมาเยอะ อย่างงานวันนี้ ลูก ๆ ได้ฝึกความอดทนกว่าจะได้ออกมาเต้น หรือไปเรียนการเต้น คือมันไม่มีอะไรที่มันได้มาง่ายเหมือน AI คือเราไม่ใช่ AI เราไม่ใช่หุ่นยนต์

คำพูดของคุณพ่อคุณแม่ได้เสริมเราตรงไหนบ้างในสิ่งที่เราชอบ?
คุน : ก็จะเป็นคนที่เรียกได้ว่าแนะแนวครับ เวลาที่มีไอเดียอะไร พ่อ เขา ก็จะเป็นคนช่วย เขา ก็จะบอกว่า พ่อว่าแบบนี้ดีแล้วทำต่อไป แต่พ่อว่า คุน ไปลองคิดดูใหม่ ซึ่งพ่อ เขา จะไม่ให้คำตอบก่อนเลยว่าจะต้องทำยังไง เขา จะจะให้เราไปค้นหามาเองแล้วค่อยกลับมาคุยกันใหม่ เป็นวิธีการทำแบบนั้นมากกว่า ส่วนแม่ เขา ก็จะเป็น โมเมนต์ ไป อย่างเราบอกว่า แม่ ตอนนี้เราต้องการความช่วยเหลือ เขา ก็จะบอก ก็จะเป็น ฟีล นั้นมากกว่า
จุน : ก็อย่างที่พี่เขาพูดไป ส่วนใหญ่แม่เวลาเราช่วยเก็บจานหรือทำงานบ้าน สิ่งที่เราต้องทำในชีวิตประจำวัน แม่จะเป็นคนช่วยเรื่องนั้นมากกว่า ส่วนพ่อก็จะเป็นเรื่องที่เราต้องการเรียนรู้จากพ่อก็จะไปถามคุณพ่อมากกว่า
คุณแม่มองว่าสิ่งที่เราเลี้ยงลูก ในยุคสมัยนี้อะไรสำคัญที่สุด?
หน่อย : พี่ว่าเรื่องของให้ เขา รู้จักความรับผิดชอบ รู้จักหน้าที่ตัวเอง รู้จัก ผิดชอบชั่วดี อันไหนควรทำอันไหนไม่ควรทำ สิ่งที่เราทำมันมีผลกระทบต่อใครบ้าง ก็จะสอนเรื่องนั้น
ต่อกันที่ครอบครัวของ ธัญญ่า-ธัญเรศ เองตระกูล และสามี เป๊ก-สัณชัย เองตระกูล ได้พาลูกสาว น้องลียา-ลลียา เองตระกูล มาพูดเปิดเผยถึงการเลี้ยงดูในครอบครัว

ในการเลี้ยงลูกในยุคนี้มันเปลี่ยนไปเยอะไหม?
ธัญญ่า : คือสมัยนี้มันเปลี่ยนเยอะค่ะ เพราะยุคก่อนไม่มีโซเชียล อย่างตัวคุณแม่เองตอนเด็ก ๆ เรามีแต่ข่าวแบบปาปารัสซี มีหนังสือพิมพ์ ก็จะมีกอสซิปเบา ๆ คือมันไม่ได้มีโซเชียลที่รุนแรงเหมือนสมัยนี้ เพราะสมัยนี้มีอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ข่าวมันเร็ว มันไวมาก แต่ว่าภูมิต้านทานของลียา เราเชื่อว่าเขาเข้ารับมือได้
เป๊ก : คือเอาจริง ๆ เขาเติบโตมากับยุคสมัยที่เรากำลังเติบโตเหมือนกัน เขาก็ตามเรามา เขาก็จะมีภูมิคุ้มกันของตัวเอง ซึ่งเราก็ไม่ได้ห่วงอะไร
ธัญญ่า : ตอนเด็ก ๆ เขาไม่รู้เรื่องหรอก แต่พอโตมาเขาก็จะได้เห็นข่าว ในสมัยที่เขาเริ่มโต เราก็เชื่อว่าภูมิต้านทานของเขาต้องแข็งแรง
เรามีการคุยอะไรกับลูกบ้าง?
ธัญญ่า : ทุกวันนี้ก็ฟังความคิดเขา เพราะว่าเด็กสมัยใหม่เขาจะมีความคิดเป็นของตัวเอง พ่อแม่ไม่สามารถบอกให้เขาทำอย่างโน้นอย่างนี้ เขาจะมีความคิดของเขาเลย นอกจากเราอาจจะคอยดูห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ
ฝากถึงการเลี้ยงลูกในยุคสมัยนี้?
ธัญญ่า : จริง ๆ เราไม่สามารถไปฟรีสไตล์เหมือนสมัยพ่อแม่เราบังคับเรา ทุกวันนี้โลกเปิดกว้างมาก โซเชียลเปิดกว้างมาก เพราะฉะนั้นต้องให้เขามีความคิดเป็นของตัวเอง เราก็แค่รับฟัง อะไรที่เราไม่เห็นด้วยก็อาจจะต้องหาเหตุผลในการบอก ไปบังคับไปบอกมาก ๆ มันก็ไม่ดีสิ
เป๊ก : เราก็เริ่มเลี้ยงลูกเลี้ยงตัวเองด้วย เราก็ปล่อยให้เขาคิดเอง แต่ก็คิดอยู่ในกรอบ ซึ่งเขารู้ว่าพ่อแม่จะให้เขาไปทางไหน

ตามด้วยครอบครัว หนิง-ศรัยฉัตร กุญชร ณ อยุธยา กับสามี โบ๊ท-จามร จีระแพทย์ ที่มีลูกสาวอย่าง เบลล่า-กุญช์จารี จีระแพทย์ โดยทั้งสามก็เปิดเผยถึงการดูแลกันในครอบครัวด้วย

ในยุคสมัยนี้การเลี้ยงลูกมันยากไหม ?
หนิง : นี่ก็เป็นการเลี้ยงลูกครั้งแรกก็ไม่รู้ว่า ยากไหม แต่พี่ก็เลี้ยงแบบธรรมชาติ เอาให้ทัน ยุคทันสมัย พี่เชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าถ้าเราเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด อบอุ่น มาตั้งแต่แรก เราไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรเลย ทุกวันนี้เราพูดจากันด้วยเหตุและผล เวลามีปัญหาอะไรก็พูดกันตรงๆ และลูกน่ารักมาก เวลาที่เราจะห้ามอะไรลูก หรือจะสอนอะไรลูก เราต้องใช้เหตุผลสำคัญ ถ้าลูกมีเหตุผลเราก็ฟังลูก ถ้าเรามีเหตุผลลูกก็ต้องฟังเรา แล้วยิ่งตอนนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไป เราต้องมองว่า ณ วันที่เราเป็นวัยรุ่น มันไม่ใช่วัยรุ่นแบบยุคนี้ เราต้องเข้าใจลูกมากๆ
คุณพ่อมีอะไรเสริมจากคุณแม่ไหม ?
โบ๊ท จามร : ก็อย่างที่ หนิง บอก ว่าเราเลี้ยงลูกอย่างเข้าใจเขา แล้วต้องเข้าใจวัยรุ่น เราเป็นวัยรุ่นเราอยากได้อะไร เราอยากทำอะไร เราต้องนึกถึงตอนนั้นด้วย และนึกถึงตอนนี้ว่าลูกเราเป็นวัยรุ่นนะ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราต้องให้อิสระเขา เราไม่เคยบังคับเขาให้เรียนอะไร หรือต้องทำในสิ่งที่เราชอบ เพราะสิ่งที่เราชอบมันจะไม่เหมือนในสิ่งที่เขาชอบ ฉะนั้นเราให้โอกาสเขาคิดเอง แล้วดูซิว่าเขาชอบในสิ่งไหน แล้วเราก็ทำในสิ่งที่เขาชอบ
เรามีการสนับสนุนเขาอย่างไรบ้าง?
โบ๊ท จามร : ก็ทุกทางครับ ก็ เบลล่า เป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ พาไปซื้อหนังสือทุกอาทิตย์ และน้องเป็นคนที่ชอบเต้น ชอบเรียนเต้นตั้งแต่เด็ก เราก็พาเขาไปเรียนเต้นตั้งแต่สี่ขวบ แล้วเขามาหยุดแข่งตอนอายุ 16 คือเราสนับสนุนทุกทาง เพราะเราไม่เคยบังคับสิ่งที่เขาไม่อยากทำ
หนิง : เช่นเดียวกันค่ะ อะไรที่ลูกรักทำแล้วมีความสุข แม่สนับสนุนอยู่เสมอเลย เรื่องเต้นก็เช่นเดียวกัน ถ้าวันนึงเขาอยากพักเรื่องการแข่งขันเราก็ไม่มีปัญหา แต่ แพสชัน (Passion) เขาก็ยังมีอยู่ ซึ่ง แพสชัน การเต้นของเขาก็เปลี่ยนจากการแข่งเต้นก็กลายมาเป็นคุณครู มีการคิดท่าเต้นให้น้องๆ แข่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งการเรียน เพราะเขาเองก็ชอบการเรียนหนังสือ ซึ่ง หนิง ว่ายุคนี้มันดีมากๆ เพราะมันคือการที่เด็กจะต้องเรียนรู้ที่จะชอบอะไร หลายๆ อย่าง เพื่อที่ว่าในอนาคตเขาจะสามารถมีหลายอาชีพรองรับได้
เป็นยังไงบ้างที่พ่อแม่สนับสนุนให้เราทำในสิ่งที่ชอบ?
เบลล่า : หนูรู้สึกดีมากๆ ที่มีพ่อแม่ที่ห่วงแต่ความสุขของหนูจริงๆ แม้ว่าหนูจะเลือกอะไร ถ้าหนูมีความสุข หนูรู้ว่าพ่อแม่จะ ซัพพอร์ต (Support) หนูตลอดเวลา ก็มีความสุขที่มีพ่อแม่ ซัพพอร์ต แบบนี้ค่ะ
ฝากถึงการเลี้ยงลูกให้กับทุกคนรู้หน่อย?
หนิง : สำหรับ หนิงพูดเสมอเลย สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ถ้าเราอยากไม่เหนื่อยตอนลูกโต เราต้องใกล้ชิดเขาตั้งแต่เล็ก หรืออย่าง หนิง กับพี่ โบ้ท เราตกลงกันว่าเราจะเลี้ยงลูกแบบมีความสุขเสมอ เอาจริงๆ ตอนเด็กๆ ลูกแทบจะไม่ได้สัมผัส ไอแพด หรือมือถือเลย คือน้อยมาก แล้วเรามีกฎกติกาอย่างชัดเจน แต่เราจะบอกรู้ว่าให้สัมผัสมือถือกับ ไอแพด น้อยมาก นั่นต้องมีกิจกรรมอื่นที่เราทำกับลูกด้วย ไม่ใช่ว่าปล่อยลูกทิ้งไว้ แล้วสุดท้ายก็ต้องจบลงที่ ไอแพด ซึ่งบ้าน หนิง มีอะไรทำตลอดเวลา เรามีการปลูกฝังการรักการอ่าน ลูกก็เลย เอนจอย (Enjoy) กับการอ่านหนังสือ ทุกวันนี้สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกว่าหายห่วงเขาเพราะว่าเขาเป็นคนที่อยู่คนเดียวได้ ถ้าเขา มีหนังสือหนึ่งเล่มเขาอยู่คนเดียวได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งใดตลอดเวลา นั่นคือสิ่งสำคัญสำหรับพ่อแม่ยุคนี้ว่า ลูกต้องรู้ว่าอะไรถูกต้องไม่ถูกต้องและก็พร้อมที่จะเป็นตัวเองได้ตลอด
โบ๊ท จามร : จริงๆแล้วก็อย่างที่พูดไปเราทำอะไรก็ได้ที่เขามีความสุข แล้วก็อยากให้เขาความสามารถหลากหลาย มีการทำกิจกรรมที่หลากหลาย อ่านหนังสือคนเดียวได้ ทำกิจกรรมกับเพื่อนได้ ทำกิจกรรมกับครอบครัวได้ในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่แค่ทานข้าว ดูทีวี ดูหนัง มันมีกิจกรรมเยอะแยะที่ทำให้เขามีความสุขในชีวิต เด็กกำลังจะ 18 เราพยายามสอนให้เขาเจอ หลายๆ อย่างที่เรียกว่า เขา จะเจอในอนาคต เพื่อให้เขาเรียนรู้ไว้ก่อน เวลาที่เขาเจอมันจริงๆ เขาจะรับรู้ได้

คอลัมน์ 1 Day With ซุปตาร์
โดย yimyim



