ซึ่งนอกจากธุรกิจที่เกิดจากความต้องการเอาชนะโชคชะตาแล้ว มุมมองและแง่คิดชีวิตหนุ่มคนนี้ก็น่าสนใจเช่นกัน โดยวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” นำเรื่องราวชีวิตของหนุ่ม “นักสู้ชีวิต” คนนี้มานำเสนอ…

ทศพล หรพูล” หรือ “พายุ” ที่ปัจจุบันอายุ 36 ปี บอกเล่าถึงชีวิตเขาให้ฟังว่า เขาเป็นลูกชายคนโตของ คุณพ่อ-ฉลอง กับ คุณแม่-ทัศนีย์ หรพูล และมีน้องสาว 1 คน โดยเขา “พิการมือขวา” มาตั้งแต่เกิด แต่แม้จะมีร่างกายไม่สมบูรณ์ ก็ไม่เคยคิดยอมแพ้กับชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ เขาเรียนจบระดับปริญญาตรี คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยที่เลือกเรียนคณะนี้เพราะชอบการแสดงมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้ว แต่พอเรียนไปสักพักเขาก็ตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านวารสารศาสตร์ จนเมื่อเรียนจบก็ได้ทดลองงานที่โต๊ะเฉพาะกิจของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง

เรื่องความพิการ เคยถามคุณพ่อคุณแม่เหมือนกันว่าทำไมผมถึงพิการ ซึ่งคุณแม่บอกว่าเพราะสายรกพันแขนขาของเขาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทำให้แขนขาเลยไม่เจริญเติบโต ซึ่งเมื่อ 20 ปีก่อนยังไม่มีโชเชียล เด็กสมัยก่อนพอเห็นอะไรที่ต่างจากตัวเอง เช่น ความพิการ ก็มักจะทักและถามว่าแขนเป็นอะไร พิการเหรอ และตัวผมก็จะถูกล้อเลียนเป็นที่สนุกสนาน ยิ่งทำให้เรารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมฉันต้องพิการ ทำไมต้องโดนล้อ ทำไมเราต้องต่างจากคนอื่น แต่เราก็ได้กำลังใจจากครอบครัวมาชดเชย ทำให้ก้าวข้ามมาได้”

พายุ บอกว่า แม้ความพิการจะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาหยุดฝันหรือเลิกทำสิ่งต่าง ๆ กลับยิ่งทำให้เขาเข้มแข็งและเข้าใจธรรมชาติชีวิตมากขึ้น และทำให้อยากพัฒนาตัวเองเพื่อให้ใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไปโดยไม่ต้องเป็นภาระใคร โดยเขาเผยว่า ถ้าถามว่าใช้ชีวิตยากไหม ก็มียากบ้างแล้วแต่กรณี เช่น แต่ก่อนเขาล้างจานไม่ได้ ก็เลยหาวิธีเองเพื่อทำให้ได้ ซึ่งพอฝึกพอทำไปเรื่อย ๆ ก็เลยรู้ว่า ที่จริงก็สามารถทำทุกอย่างได้ แค่ต้องให้เวลาหน่อย

นั่งหน้าเตาอบรอขนมเปี๊ยะเสร็จ

อย่างเรื่องเล็ก ๆ ของคนทั่วไป เช่นการล้างจาน ก็เป็นเรื่องยากสำหรับคนพิการมือขวาแบบผมแล้ว แต่ผมก็พยายามฝึก โดยเอาฟองน้ำวางไว้ฝั่งขวา และใช้มือซ้ายจับจาน หรือการซักผ้า ถูพื้น เราก็ฝึกเองจนทำได้ เรียกว่าพยายามอยู่กับร่างกายที่มี เพื่อไม่ให้เป็นภาระใคร” เป็นแนวคิดที่ดีและน่าชื่นชมของหนุ่มคนนี้

และเขายังเล่าอีกว่า พอเขาโตขึ้น เหมือนคุณพ่อคุณแม่จะรู้ว่าเขาอยากขับมอเตอร์ไซค์เหมือนเพื่อน ๆ วัยเดียวกัน ท่านทั้งสองก็ไปปรึกษากับช่างว่าจะทำยังไงลูกถึงจะขับมอเตอร์ไซค์ได้ ช่างก็เลยแนะนำให้ใส่ที่บิดมือสำหรับคนพิการ ซึ่งหลังฝึกอยู่สักพักก็สามารถขับได้ หรือเมื่อเห็นเพื่อนเล่นกีฬา เขาก็อยากเล่น จึงพยายามฝึกฝน ทั้งเทนนิส วอลเลย์บอล และปิงปอง จนเล่นได้ถึงขั้นได้เป็นแชมป์ของโรงเรียน จนได้เป็นตัวแทนไปแข่งกับโรงเรียนอื่นด้วย …เขาเล่าเรื่องนี้อย่างภูมิใจ

ใจคิดตลอดว่า เราก็เหมือนคนปกติทั่วไป ไม่ได้ผิดปกตินะ เพราะสามารถทำอะไรหลายอย่างได้เหมือนคนทั่วไป แม้บางครั้งก็อาจจะต้องฝึกฝนมากกว่าคนปกติก็ตาม แต่เราก็สามารถทำได้ถ้าเราพยายาม”พายุระบุ

กับคุณพ่อ-คุณแม่

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าสิ่งไหนที่คิดว่ายากที่สุดตั้งแต่ลองทำมา พายุ ตอบว่า ยังไม่เจออะไรที่ทำแล้วคิดว่ายากเลยสักครั้ง เพราะเขาพยายามทำสิ่งที่คิดว่าทำได้ อันไหนที่คิดว่าทำแล้วเกินความสามารถ จนอาจทำให้รู้สึกเป็นพิษในใจ เกิด Toxic” ในใจ ก็พยายามที่จะไม่ทำ อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นคนคิดบวกแค่ไหน แต่ด้วยความพิการ ก็ทำให้เขาต้องผ่านประสบการณ์ที่กลายมาเป็นความทรงจำอันเลวร้ายเช่นกัน “เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยเรียนอยู่มัธยม ในงานโรงเรียนผมได้ขึ้นแสดงความสามารถบนเวทีกับเพื่อน แต่แล้วก็ได้ยินเสียงพูดจากข้างเวทีว่า พิการก็มาแสดงเนาะ สำหรับผมคำพูดนั้นมันบั่นทอนจิตใจมาก เป็นคำที่ติดอยู่ในความรู้สึกมาจนทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นแรงผลักดันให้เราว่า เราไม่มีทางทำถูกใจใคร 100% ดังนั้นเราใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่าพายุพูดถึง Mindset” ชีวิตเขา

หลังเรียนจบ พายุเล่าว่าเขาได้ทำงานประชาสัมพันธ์ที่คณะที่เรียน โดยทำอยู่ประมาณ 3 ปี ทางการยาสูบแห่งประเทศไทยหรือสมัยนั้นก็คือโรงงานยาสูบได้เปิดสอบนักประชาสัมพันธ์ในโควต้าผู้พิการ เขาก็ตัดสินใจลองสอบดู ปรากฏว่าสอบได้ ก็จึงย้ายมาทำงานที่นี่ ซึ่งอยู่ใกล้กับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทำอยู่ 2 ปีที่ทำงานก็มีโครงการย้ายจากที่เดิมไปอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.อยุธยา โดยหัวหน้าถามเขาว่าสนใจไหม เขาก็บอกสนใจและทำเรื่องย้ายเพราะที่นี่ยังไม่มีพนักงานสื่อสารองค์กร ประกอบกับตำแหน่งที่บรรจุตรงกับสายงานที่เรียนมาพอดี ซึ่งจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ทำงานที่นี่มา 7 ปีแล้ว

ทำขนมด้วยมือข้างเดียวก็ไม่มีปัญหา

เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ได้อยู่บ้านพัก ซึ่งไกลตัวเมืองพอสมควร ทำให้ช่วงหยุดเสาร์อาทิตย์จึงว่างมาก เพราะไม่ค่อยได้ออกไปไหน และรู้สึกไม่มีอะไรทำ ประจวบเหมาะกับโควิดระบาด เราก็เลยต้องอยู่กับโชเชียลทั้งวัน จนได้เห็นเขาทำขนมเบเกอรี่ลงสื่อออนไลน์เยอะ ก็สนใจ คิดว่าน่าจะลองทำดู จึงลงเรียนทำขนมออนไลน์ เช่น เค้กกล้วยหอม เค้กมะพร้าว เต้าฮวยมะพร้าวอ่อน พอเรียนจบก็เริ่มเปิดรับออเดอร์ โดยลงในกลุ่มไลน์หมู่บ้านรอบ ๆ หอพัก และโพสต์ในกลุ่มสรรหาของกินในอยุธยา ก็มีคนสั่งขนมเข้ามา”

พายุ เล่าถึงการเรียนทำขนม อย่าง ขนมเปี๊ยะ โดยบอกว่า ระยะแรกของการเรียนทำขนมเปี๊ยะ ส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าค่อนข้างยากเพราะมีมือเดียว ทำให้เวลาจะปั้นแป้งเพื่อขึ้นรูป หรือจับวัตถุดิบต่าง ๆ อาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ อีกทั้งการเรียนทางออนไลน์ก็ไม่ได้บอกสูตรทั้งหมด แค่ได้เรียนรู้กระบวนการ 1-2-3-4 ก็ต้องนำมาปรับเป็นสูตรของตัวเอง อย่างไรก็ดี แต่เมื่อทดลองนำไปขายทางออนไลน์ปรากฏขายได้ และมีออเดอร์เข้ามาเรื่อย ๆ เพราะช่วงนั้น ขนมเปี๊ยะลาวา กำลังมีกระแส

ตอนนั้นทำคลิปแล้ว แต่ยังอายไม่กล้าให้เขาเห็นมือ เวลาถ่ายรูปก็หลบมุมเพราะกลัวคนจะรังเกียจ แต่ขายไปสักพัก พอกระแสขนมเปี๊ยะลาวาน้อยลง ประกอบกับการจัดส่งต่างจังหวัดหลายวันทำให้ขนมเสียหาย ผมจึงปรับเป็นขนมเปี๊ยะแป้งนุ่มธรรมดา มีไส้ถั่วกวน ไส้เผือก ถั่วไข่เค็ม มันม่วง และถ่ายรูปโพสต์ลงกลุ่มอาหารคลีน ๆ ที่ไม่ชอบหวานมาก สักพักก็มีคลิปกลุ่มคนพิการทำขนมลงสื่อโชเชียล เราก็เลยยิ่งมั่นใจตัวเอง จึงถ่ายคลิปปั้นขนมเปี๊ยะลงเฟซบุ๊ก โอ้โหปรากฏคนให้การตอบรับดีมาก แถมเข้ามาให้กำลังใจด้วย จนคิดว่าเราน่าจะเป็นพลังบวกให้คนอื่น ๆ ได้กับการบอกเล่าเรื่องราวของเราให้คนอื่นได้รับรู้ เพื่อให้เขาฮึดสู้เหมือนเรา” พายุระบุอย่างมุ่งมั่น

หน้าตาขนมเปี๊ยะที่ทำขาย

พร้อมบอกว่า หลังทำคลิปไปสักพักก็เริ่มมีคนรู้จักเขามากขึ้น มีหลายคนเข้ามาเป็นเอฟซีเขา และให้กำลังใจเขา เช่น “ดูน้องแล้วพี่มีกำลังใจขึ้น” หรือบางคนก็บอกว่า “ได้พลังบวก ทำให้กล้าลุกขึ้นสู้ต่อ” ซึ่งความจริงแล้วเขาอยากบอกว่าคำพูดเหล่านี้ต่างหากที่เป็นพลังบวกย้อนกลับมาที่ตัวเขา “จริง ๆ เหมือนเราได้รับการชาร์จพลังงานชีวิตจากเพื่อน ๆ ที่เข้ามาชื่นชมเราด้วยซ้ำ อย่างมีน้อง ป.1 คนหนึ่ง เข้ามาดูเราในไลฟ์ทาง TikTok แล้วพิมพ์มาบอกว่า ได้ดูคลิปแล้วมีแรงบันดาลใจมาก อันนี้ก็ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำไม่สูญเปล่า ทำให้อยากทำคลิปต่อไป” พายุเล่าเรื่องประทับใจนี้ให้ฟัง

ทิ้งท้าย “พายุ-ทศพล” สะท้อนมุมมองและแง่คิดชีวิตว่า… อยากบอกว่า มนุษย์เรามีคุณค่าเท่ากัน บางคนอาจไม่ครบ 32 แต่ทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน มีชีวิตมีลมหายใจเท่ากัน ฝากถึงคนที่มีไม่ครบว่าอย่าท้อ เรายังมีชีวิต มีเป้าหมายที่สามารถพัฒนาตัวเองให้เป็นพลังบวกกับสังคมได้ สามารถประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับคนปกติได้ เพราะว่าความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกาย แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจและกำลังใจ รวมถึงมุมมองของเรา เป้าหมายเรากับคนอื่นอาจแตกต่างกัน แต่อยากให้ทุกคนโฟกัสที่ชีวิตตัวเอง เพราะว่าในวันข้างหน้านั้นเป็นของเราอนาคตเป็นของเรา”.

ในเครื่องแบบพนักงานประจำ

บริหารเวลาชีวิต’ ก็แง่คิด ‘สำคัญ’

พายุทศพล หรพูล” ยังบอกไว้ว่า “การบริหารเวลาคือสิ่งสำคัญ” ถึงแม้ปัจจุบันเขาจะทำขนมขาย แต่นี่เป็นเพียงอาชีพเสริม อาชีพหลักยังคงเป็นพนักงานประจำ โดยในส่วนของขนมนั้น เขาเล่าถึง “วิธีแบ่งเวลาสไตล์เขา” ให้ฟังว่า เขาจะพยายามแบ่งรอบส่งสินค้า ส่งขนม จากนั้นก็จะให้เวลาตัวเองในการรวบรวมออเดอร์ แล้วจึงทำรอบเดียว ทำให้ในอาทิตย์หนึ่งเขาอาจจะส่งขนมได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่เขาจะมีเวลาทำออเดอร์ช่วงเสาร์-อาทิตย์ แต่สมมุติถ้าต้องส่งขนมวันธรรมดา เขาก็จะออกไปส่งให้ลูกค้าในช่วงพักกลางวัน “การบริหารเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะผมยังทำงานประจำด้วย ต้องวางแผนตลอดว่า ถ้าทำขนมต้องเริ่มทำกี่โมงถึงกี่โมง อย่างทุกวันนี้จะให้เวลากับการทำขนมช่วงหลังเลิกงาน ตั้งแต่ 5 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน พอรับออเดอร์มา ก็จะนับดูว่ามีเท่าไหร่ เพื่อจะเตรียมของได้ถูก ถ้ามีลูกค้าทักมาหลังปิดรับออเดอร์แล้ว ก็จะนัดเขาไปอีกรอบหนึ่ง เมื่อสรุปยอดเรียบร้อย ก็จะวางแผนทั้งหมดว่าต้องทำอะไรบ้าง ไล่ไป 1-2-3” ทั้งนี้ เขายังระบุไว้น่าคิดด้วยว่า เมื่อหนทางสร้างรายได้มีมากกว่า 1 ดังนั้น… สิ่งที่ต้องทำให้ได้คือ ต้องบริหารจัดการให้ดี โดยเฉพาะในเรื่องของเวลา ที่เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้สำเร็จหรือล้มเหลวเลยก็ได้”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน