หลังจากยืดเยื้อมานาน ในที่สุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) เมื่อวันที่ 13 ส.ค.68 ซึ่งมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธาน ก็ทนแรงกดดันไม่ไหว ยอมเคาะมาตรการแจกเงินช่วยเหลือข้าวนาปรัง นาปี 2568/69 เสียที
สุดต้านแจกไร่ละพัน
ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติสำคัญคือ ไฟเขียวโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี และนาปรัง วงเงินมากกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นช่วยโครงการไร่ละ 1,000 บาทสำหรับนาปรัง ไม่เกิน 10 ไร่ จ่ายสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งมีเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร 8.5 แสนครัวเรือน ใช้เงินประมาณ 7,200 ล้านบาท โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีปีการผลิต 68/69 ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ จำนวนกว่า 4.62 ล้านครัวเรือน วงเงินรวม 3.79 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ นบข.ยังมีมติอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น เห็นชอบการจัดสรรโควตาการส่งออกข้าวอินทรีย์ไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์และข้าวจีเอพีครบวงจรของกรมการข้าว โดยให้กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาจัดสรรโควตาการส่งข้าวไปสหภาพยุโรปปริมาณ 1,700 ตันต่อปี รวมถึงเห็นชอบโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปี 68
ราคาข้าวตกกดดัน
ทั้งนี้ การมีมติของ นบข.ครั้งนี้ ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องเซอร์ไพรส์ เหนือความคาดหมายอย่างใด เพราะด้วยสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกที่ตกต่ำอย่างรุนแรง ล่าสุดข้าวเปลือกเกี่ยวสดเหลือเพียงตันละ 5 พันบาท ขณะที่ราคาข้าวขาวส่งออกมาก็ทรุดหนักเหลือเพียงตันละ 370 ดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากปีก่อนถึง 50% ก็เป็นแรงกดดัน ทำให้รัฐบาลต้องเร่งทำอะไรออก ไม่เช่นนั้นอาจเกิดม็อบชาวนาขึ้นมาได้ ส่งผลให้รัฐบาลต้องยอมอนุมัติโครงการแจกเงินไร่ละพันให้ ตามข้อเรียกร้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอีกครั้ง ที่รัฐบาลก็ไม่สามารถหลุดพ้นวังวนแก้ปัญหาข้าวด้วยการแจกเงิน และชาวนาไม่สามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเองเสียที ต้องรอคอยการแจกเงินจากรัฐ เป็นหนี้บุญคุณของนักการเมือง เสมือนเงินหาเสียงล่วงหน้าอยู่ร่ำไป

เสียโอกาสปรับโครงสร้าง
ที่บอกว่าครั้งนี้น่าเสียดาย ก็เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลเพื่อไทยเหมือนมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาการปลูกข้าวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะการจูงใจเพื่อปรับเปลี่ยนการผลิต ลดการปลูกข้าวไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ซึ่งจะส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาโครงสร้างการเพาะปลูกข้าวในระยะยาว เห็นได้จากในการประชุม นบข.ครั้งก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.68 ที่ผ่านมา
ครั้งนั้น… ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางเพื่อรักษาเสถียรภาพทางราคา และให้เกษตรกรปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับทิศทางตลาด โดยหลีกเลี่ยงการปลูกข้าวนาปรังที่มีแนวโน้มล้นตลาด พร้อมส่งเสริมการบริโภคข้าวในประเทศ ตลอดจนสนับสนุนการผลิตข้าวเฉพาะกลุ่ม เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวสุขภาพ และข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและกระจายความเสี่ยง
หนุนเปลี่ยนพื้นที่ปลูก
เห็นชอบให้มีการแจกเงินสดให้แก่เกษตรกร 500 บาทต่อไร่ ไม่เกิน 10 ไร่ วงเงินงบประมาณ 18,967.68 ล้านบาท และอีก 500 บาท แจกให้สำหรับใช้เป็นค่าปัจจัยการผลิตผ่านแอป BAAC Mobile ของ ธ.ก.ส. เพื่อให้ชาวนาไปซื้อปัจจัยการผลิตปุ๋ยเคมี
เกษตรจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ วงเงินงบประมาณ 18,967.68 ล้านบาท ที่สำคัญ ยังได้อนุมัติเงินช่วยเหลือให้เกษตรกร ในการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในอัตรา 1,500 บาทต่อไร่ ประมาณ 1 ล้านไร่ วงเงิน 1,500 ล้านบาท เพื่อต้องการลดพื้นที่การปลูกข้าวในประเทศ ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าวทั้งหมดกว่า 9.85 ล้านไร่ พร้อมแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และการดำเนินโครงการในกิจกรรมปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตข้าวในไทยอย่างจริงจัง
พลิกมติแจกเหมือนเดิม
อย่างไรก็ดี ในที่ประชุม นบข.ล่าสุด ก็มีการทบทวนมติ ให้กลับมาแจกเงินไร่ละพันเหมือนเดิม ซึ่งเป็นการตอกย้ำวังวนเดิม ๆ กลับมาอีกครั้ง ทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้างของการปลูกข้าว ยังไม่ได้ถูกแก้ไขอะไร แต่จะว่ารัฐบาลชุดนี้อย่างเดียวก็ไม่ถูก เพราะปัญหาข้าวไทย ถือเป็นประเด็นที่หมักหมมมายาวนาน มีความซับซ้อนตั้งแต่ต้นน้ำ คือการผลิต กลางน้ำ คือการแปรรูป ไปจนถึงปลายน้ำ คือด้านการตลาด จะมีรัฐบาลกี่ยุค กี่สมัย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย รัฐบาลลุงตู่ ประชาธิปัตย์ ก็หาทางออกด้วยการแจกเงินอุดหนุน อุดปากชาวนา ไร่ละพัน จำนำข้าว หรือประกันรายได้ วนไปทั้งนั้น
ปัญหาเชิงโครงสร้างของข้าวไทย มาจากหลายส่วนด้วยกัน เริ่มตั้งแต่การผลิต ที่มีต้นทุนการผลิตสูง โดยต้นทุนการผลิตข้าวของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งเกือบทุกประเทศ โดยไทยมีผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 กก.ต่อไร่ น้อยกว่าเวียดนามผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 800-1,000 กก.ต่อไร่ เกือบ 2 เท่า ขณะที่อินเดียแม้จะมีผลผลิตต่อไร่ใกล้เคียงกับไทย แต่ต้นทุนการผลิต ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าแรงงานถูกกว่าไทยมาก ทำให้เมื่อเทียบกันแล้ว ราคาข้าวไทยแพงกว่า ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลง
ปัญหาวงการข้าวไทย
นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญมรสุมด้านพันธุ์ข้าวและคุณภาพที่ลดต่ำลง เนื่องจากขาดแคลนพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย โดยไทยยังขาดการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก จนเกษตรกรบางส่วนต้องนำเข้าพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศที่ไม่มีคุณภาพ อย่างข้าวหอมพวงที่ให้ผลผลิตมากมาแอบปลูก แต่ไม่ถูกกฎหมายไทย เพราะมักถูกนำไปปลอมปนจนทำลายชื่อเสียงข้าวหอมมะลิไทย
ไม่เพียงเท่านี้ เกษตรกรหรือชาวนาไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาที่ควบคุมไม่ได้ และไม่มีความแน่นอนจากปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม น้ำแล้ง เพราะ…การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เกษตรกรต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา
ขณะเดียวกัน ไทยยังขาดแคลนพันธุ์ข้าวที่หลากหลาย ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น การพัฒนาข้าวพื้นนุ่มที่เป็นที่นิยมของหลายประเทศ ซึ่งไทยมีเพียงข้าวหอมมะลิแต่ก็ราคาแพงมากกว่า 1 พันดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่เวียดนามมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวเอสที ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทย แต่ขายถูกกว่าเพียงตันละ ประมาณ 700-800 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ทำให้บรรดาผู้ซื้อหลายประเทศ ถึงกับ “เทใจ” หันไปซื้อข้าวเวียดนามแทน
ชาวนาหนี้ท่วมหัว
ขณะที่ อาชีพชาวนาและธุรกิจการปลูกข้าว ก็กำลังอยู่ในช่วงขาลง โดยมีความสามารถในการทำกำไรลดลง ทำให้ชาวนาขาดทุนหรือมีกำไรน้อย และผลที่ตามมาคือมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่มีเงินออมไม่เพียงพอ ไม่มีเงินใช้ยามแก่ บางรายหนี้สินท่วมหัวต้องไปกู้นอกระบบ ขณะที่ที่กู้ในระบบ ส่วนใหญ่อยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ก็ต้องพึ่งพาพักชำระหนี้ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นหนี้เสียของแบงก์ และไม่ดีต่อสถานะของธนาคารในระยะยาว นอกจากนี้ยังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานรุ่นใหม่ เนื่องจากเป็นงานหนัก รายได้น้อย
ด้านการตลาดและการค้าข้าว…ก็เผชิญปัญหาไม่แพ้กัน โดยปัจจุบันไทยมีผลผลิตข้าวสารประมาณ 19-20 ล้านตันต่อปี 50% บริโภคในประเทศ อีก 50% ส่งออก แต่ไทยกำลังสูญเสียส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่มขึ้น เพราะหลายปีที่ผ่านมาไทยเคยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกมาอย่างยาวนาน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้ถูกแซงหน้าโดยคู่แข่งอย่างเวียดนามและอินเดีย เนื่องจากขาดพันธุ์ข้าวที่หลากหลายและตรงกับความต้องการของตลาดโลก อีกทั้งราคาข้าวไทยยังแพงกว่าคู่แข่ง เพราะมีต้นทุนการผลิตสูง
นโยบายรัฐไม่ต่อเนื่อง
ที่สำคัญแนวนโยบายแก้ปัญหาของรัฐบาล ยังขาดความต่อเนื่องและขาดการบูรณาการ โดยนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมามักเน้นการแก้ไขปัญหาระยะสั้น เช่น โครงการรับจำนำข้าวหรือการแจกเงิน ไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้อย่างยั่งยืน ตลอดจนขาดการส่งเสริมการตลาดอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐยังขาดกลไกความเชื่อมโยงที่ชัดเจนกับโรงสีในการรับซื้อข้าวในราคาที่เป็นธรรม และขาดการส่งเสริมการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในตลาดโลก
นานาปัญหาเหล่านี้ รัฐบาลจะต้องเป็นหัวหอกในการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าว ซึ่งรัฐบาลควรทุ่มเทการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่ตรงกับความต้องการของตลาดโลก เช่น ข้าวพื้นนุ่ม ข้าวคาร์บอนต่ำ และข้าวที่ทนทานต่อสภาพอากาศ รวมถึงการช่วยลดต้นทุนการผลิต โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน
ขาดความจริงแก้ปัญหา
ตลอดจนยกระดับคุณภาพข้าวไทย สร้างมาตรฐานและระบบการตรวจสอบคุณภาพข้าวที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค การส่งเสริมการตลาดเชิงรุก ภาครัฐและเอกชนควรร่วมมือกันในการสร้างแบรนด์ข้าวไทยและขยายตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศเป้าหมายใหม่ ๆ รวมถึงการช่วยให้ชาวนาสามารถยืนได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง เช่น การสนับสนุนการทำเกษตรแบบผสมผสาน การลดพื้นที่เพาะปลูกข้าว หรือการให้ความรู้ด้านการเงินและการบริหารจัดการ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี สารพัดปัญหาและวิธีแก้ไขข้าวไทยที่ว่ามานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนรู้เข้าใจเป็นอย่างดี และคงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากทุกฝ่ายขาดความจริงใจ และพอใจกับปัจจุบัน ศิโรราบกับการแจกเงินเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น โดยรัฐบาลก็พอใจที่จะแจก เพราะว่าไม่ได้ใช้เงินตัวเอง แถมได้หน้า ซื้อใจฐานเสียงหัวคะแนน และชาวนากว่า 4.6 ล้านครัวเรือน
ขณะที่ชาวนาก็ชื่นใจที่ได้เงินไปใช้ฟรี ๆ อีกปีละ 1-2 หมื่นบาท แม้ต้องแลกกับขายข้าวขาดทุน ขณะที่พ่อค้า โรงสี ผู้ส่งออก ก็ไม่เดือดร้อนอะไร ยังทำมาค้าขาย ซื้อข้าวจากชาวนาได้ในราคาถูก เพื่อไปขายแข่งกับต่างชาติที่ต้นทุนได้ต่อ วงจรเหล่านี้จะยังวนเวียนต่อไป หากทุกฝ่ายไม่ร่วมกันแก้ไขกันอย่างจริงใจ.



