ท่ามกลางกระแสแบบนี้ “อ.แหม่ม”นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ก็ประกาศว่า “จะรื้อฟื้นวิชาหน้าที่พลเมือง และวิชาประวัติศาสตร์มาใช้เรียนใช้สอนอย่างมีนัยยะสำคัญ” ก็เห็นชาวเน็ตเบ้ปากกันใหญ่ ก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร หรือสองวิชานี้มันบาดใจมาก ? ก็เข้าใจว่า เพื่อสร้างกระแสชาตินิยม หวงแหนแผ่นดินไทย
กระแสชาวเน็ตต้าน แต่ไม่แน่หรอก มันบอกไม่ได้ว่า คนไทยไม่เอาสองวิชานี้ โลกอินเทอร์เนตนี่ระบุไม่ได้ว่า แทนค่าความคิดของประชากรทั้งหมดได้จริง แถมบางคนเล่นอยู่แต่ใน echo chamber คือ “เล่นอยู่ในห้องที่มีเสียงสะท้อนเห็นด้วยกับชุดความคิดตัวเองเท่านั้น” แบบว่า ความเห็นแนวๆ อื่น หรือเข้าข้างกลุ่มการเมืองที่ตัวเองไม่ชอบ ก็ไม่เสพ และอัลกอริธึ่มในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ติ๊กต่อก ก็สุ่มเอาแต่เนื้อหาแบบเดิมๆ
บางคนก็เป็นที่น่าสงสาร เล่นเน็ตแล้วคันไม้คันมือแต่ไม่กล้าเขียนอะไรเยอะกลัวทัวร์ลง ลักษณะแบบนี้ทางทฤษฎีการสื่อสารมวลชนเรียกว่า spiral of silence คือ เราคิดต่างก็ไม่กล้าพูด ได้แต่ดูสถานการณ์ที่คนเห็นพ้องกันเขาคุยกันโฉงฉาง เราก็เงียบวนไป ถ้าเทียบพังเพยไทยก็อาจว่า “น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง” ..สองกรณีนี้ ทำให้บางเรื่องที่เราเชื่อว่า เป็นจริง เป็นกระแส มันอาจไม่จริงก็ได้ เพราะข้อจำกัดทางการรับสาร ..
ชาวเน็ตเบ้ปากกับวิชาประวัติศาสตร์เพราะอะไร ? ดูๆ กระแสที่เขาคุยๆ กัน ไม่ชอบ เพราะเชื่อว่า “สอนประวัติศาสตร์แบบท่องจำอะไรเดิมๆ อีกล่ะ” หรือไม่ก็ “สอนประวัติศาสตร์แบบเขียนเพื่อเข้าข้างใครหรือไม่ ?” ซึ่งอันนี้เรารู้กันว่า ประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกเขียนโดยผู้ชนะ คนที่เขาไม่ชอบเขาว่าเขากลัวจะเขียนประวัติศาสตร์ไม่รอบด้าน ฝึกเด็กคิด วิเคราะห์ ไม่เป็น ..ซึ่งเอาจริงการสอนประวัติศาสตร์มันก็ต้องมีการไล่ลำดับชั้น ตอนเด็ก ๆ ประถม จะไปสอนวิธีวิเคราะห์ด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์เห็นจะไม่ไหว อย่างมากก็ให้แนวคิดได้ว่า “ในพื้นดินถิ่นแหลมทองสุวรรณภูมิ ประกอบด้วยหลายเชื้อชาติรวมมาเป็นไทย” จะให้สอนเรื่องแยกเป็นแว่นแคว้นก็ไว้ชั้นสูงกว่านี้หน่อย
กระแสนิยมของแนวคิดฝั่งซ้ายไทย คือ “การเขียนประวัติศาสตร์ที่ไม่มีใครเป็นฮีโร่” เรียนรู้บุคคลทางประวัติศาสตร์ในทุกด้าน เรียนรู้เหตุและผลของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไม่ใช่จำมาเป็นเรื่อง ๆ อย่าง “ไทยเสียกรุงครั้งที่ 1” ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หลายคนก็อาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำ เออ พม่ามาตีเมืองไทยทำไม การรวมแคว้น การเสียดินแดนในแต่ละครั้งเกิดขึ้นเมื่อไร เชื่ออีกเช่นกันว่า หลายคนคงไม่รู้ว่า ล้านนาเพิ่งมารวมกับไทยสมัย ร.5 นี่เอง ถ้าใครยังอยากแยกประเทศล้านนา ก็ให้ไปดูประวัติศาสตร์เอา ว่า หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษหักหลังชนกลุ่มน้อยยังไง จนไม่ได้เป็นชาติเสียที ..
ขณะเดียวกัน นอกจากเหตุการณ์สำคัญ เขาก็อยากให้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของประชาชนแต่ละยุค โดยเฉพาะ ประชาชนช่วยสร้างรัฐชาติอย่างไร ก็มี ฯลฯเรื่องที่เขาอยากให้ปรับในตำราประวัติศาสตร์
แต่ถ้าฝั่งขวา เขาก็บอกว่า เขาไม่อยากให้ทิ้งเรื่องประวัติศาสตร์เพื่อให้เกิดการรักชาติ เทิดทูนสถาบัน สอนเรื่องบทบาทสถาบันในการปกป้องแผ่นดิน เอาที่ใกล้ๆ คือทำไมไทยไม่เสียดินแดนยุคล่าอาณานิคม เอาให้ชัด สอนแบบให้คิดเรื่องธาตุกตัญญูเข้าหัวกันบ้าง ไม่ใช่ซ้ายเสียสติคิดแต่ว่าถูกกดทับ .. ไม่ต้องถึงกับคลั่งชาติแบบเขมร ที่คลั่งจนหูหนวกตาบอดไปหมด ไม่ทราบเรียนประวัติศาสตร์กันอีท่าไหน ปราสาทหินหลังเดียวสร้างทั้งโลก
ทางฝั่งชอบอ่านประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่ระบุฝั่ง ฝากมาว่า ถ้าจะออกแบบตำราใหม่ ช่วยเขียนให้ชัดเจนมากๆ ว่า อะไรที่เป็นศิลปวัฒนธรรมแบบไทยแท้ ไทยคิดเอง ไม่ใช่เอะอะๆ ก็บอกรับมาจากที่โน่นที่นี่ หรือบอกแต่ว่าเป็นวัฒนธรรมร่วม คือมันดูน่าเศร้าที่ในแดนดินถิ่นสุวรรณภูมินี้คิดอะไรเองไม่ได้เลย และเพิ่มเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพื่อให้เห็นว่า อัตลักษณ์ไทยมีความหลากหลายกว่าไทยกลางเมืองหลวงกรุงเทพมหานครด้วย
และฝากบอกฝั่งซ้ายว่า จะ woke ไปทุกอย่าง รื้อถอนมันหมด ดูทรงจะเป็นการชังชาติมากกว่า เพราะพยายามทำลายรากตัวเอง โดยอ้างว่า ต้องการเป็น“พลเมืองโลก”
ส่วนวิชาหน้าที่พลเมือง หลายคนเบ้ปากอีกล่ะ ว่าสอนทำไม วิชาที่จำเป็นต่อการประเมินศักยภาพความรู้เด็กมีเยอะแยะ หน้าที่พลเมืองสอนกันแค่ว่า ให้เคารพกฎหมาย จ่ายภาษี อย่าหนีทหาร ก็น่าจะครบแล้ว …และมีพูดกันว่า ไอ้ที่จะให้รักชาติอะไรนั่นมันเป็นจิตสำนึก ไม่ใช่หน้าที่ ซึ่งจะเกิดได้ต่อเมื่อไม่มีนักการเมืองเลว ข้าราชการทุจริต ไม่ทำให้รู้สึกว่า สังคมแบ่งชนชั้นเอารัดเอาเปรียบ..ฟังดูเหมือนว่าจะสอนได้สำเร็จเมื่อเราอยู่ในยุคพระศรีอาริย์ยังไงยังงั้น
หน้าที่พลเมือง ไม่ต้องกำหนดเป็นวิชาก็ได้ แต่หาจังหวะใส่มันมาให้ถูกให้ควรในรายวิชาเรียนทางสังคม ..จริงๆ ปัญหาของการศึกษาไทยคือ “เราไม่มีเด็กเก่งวิทย์-คณิตในอัตราส่วนที่เหมาะสม” ดังนั้น วิชาที่น่าจะไปเพิ่มมากกว่า คือ วิชาด้านวิทย์-คณิต และเพิ่มวิชาเพื่อการเอาตัวรอดในโลกยุคปัจจุบันคือ “รู้เท่าทันสื่อ” เพราะเดี๋ยวนี้ข่าวปลอมเยอะมาก เทคโนโลยีทำให้ตัดต่อเนียนไปอีก ดังนั้น ต้องสอนการพิสูจน์ทราบข่าวก่อนเชื่อ
เมื่อไม่ชอบนักการเมือง ข้าราชการโกง มันทำให้รู้สึกเหมือนโดนเอาเปรียบ แถมระยะยาวคือถ่างช่องว่างทางสังคมให้กว้างเข้าไปอีก ก็สอนวิชาเรื่องการจับผิดทุจริตคอร์รัปชั่น เรียนรู้กฎหมาย อะไรประเภทนี้.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



