ทั้งนี้ เนื้อความข้างต้นเป็นการระบุกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้โดยพระพยอม เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว ตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ซึ่งมาถึงปีนี้จนใกล้เข้าสู่ช่วงปลายปีแล้ว กับ “วงการสงฆ์-แวดวงผ้าเหลือง” ก็ดูเหมือน “สถานการณ์ฉาว” จะมิได้ซาลงเลย อีกทั้งดูจะ “ขยายวงยิ่งขึ้น” ทั้งฉาวเรื่อง สีกา ทั้งเรื่อง เงินทองทรัพย์สิน…
ใครฉาวกันบ้าง?…ก็ดังที่ทราบ ๆ กัน
ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ขอไม่แจงซ้ำ
แต่จะขอพลิกแฟ้ม “ชวนดูข้อเสนอ”
หลังสถานการณ์ฉาวที่เกี่ยวกับวงการสงฆ์แวดวงผ้าเหลืองอื้ออึง ชาวพุทธก็เริ่มได้ยินเรื่องมาตรการโน่นนี่นั่น อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับ “ข้อเสนอแก้ปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่เกิดขึ้นในวงการพระสงฆ์ให้ได้ผลดีขึ้น” ที่พลิกแฟ้มมาชวนชาวพุทธทุกฝ่ายพินิจกันนั้น…เป็น “ข้อเสนอที่พระพยอมเคยเสนอไว้”ซึ่ง…“ก็น่าคิด”โดยท่านระบุกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า… ดูเหมือนว่าวงการสงฆ์อยู่ในช่วงขาลงไม่แพ้วงการอื่น ๆ ที่เกิดเรื่องไม่ดี-ไม่เหมาะสม เพราะ ในยุคนี้พระสงฆ์บางรูปที่บวชเรียนมามากพรรษา หรือแม้แต่พระระดับผู้ใหญ่บางรูป ก็ยังมีการ “ประพฤติตนไม่สมควร”จนเป็นเหตุทำให้…
“ศาสนา” ต้องพลอย “เสื่อมคลอน”
“ชาวพุทธไทย” เกิด “เหว่ว้าสิ้นหวัง”
ทาง พระพยอม ท่านยังระบุถึงปัญหาเรื่องนี้เอาไว้อีก โดยสรุปนั้นมีว่า… ตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่สังคมไทยน่าสงสารมากที่สุด!!โดยท่านได้ขยายความถึงเหตุผลที่ระบุเช่นนี้ไว้ว่า… เพราะ องค์กรต่าง ๆ ที่ควรเป็นที่เชิดหน้าชูตา เป็นที่เคารพเลื่อมใสศรัทธา ที่ผู้คนควรให้ความไว้เนื้อเชื่อใจได้ กลับ “มีการประพฤติต่ำทราม” กันถ้วนทั่ว จนผู้คนรู้สึกว่าไม่มีที่พึ่ง จนอยากจะเรียกสถานการณ์ ณ ขณะนี้ว่า… “เป็นยุคศีลธรรมเสื่อมทรามขั้นสุด…ในแบบที่ไม่เคยพบเคยเห็น!!”

สำหรับวงการสงฆ์ที่พระพยอมระบุว่าก็ดูเหมือนจะไม่แพ้วงการอื่น ๆ เพราะมีข่าวฉาวแทบไม่เว้นวันนั้น ท่านยังได้ระบุไว้อีกว่า… สิ่งที่อยากบอกก็คือ…อยากให้ทุก ๆ คนไปอ่านเรื่อง “ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์” ที่ทางท่าน พุทธทาสภิกขุ ได้แต่งไว้ โดยพระพยอมบอกไว้ว่า… หนังสือเล่มนี้ทำให้รู้ว่า…ในสมัยพุทธกาลก็มีเรื่องฉาว อาทิ เรื่อง “ภิกษุลามก” ซึ่งในหนังสือเขียนไว้ว่า…สมัยก่อนที่พระสงฆ์ยังจำวัดอยู่ในป่า ก็มีพระบางรูปวิปริตไปยุ่งกับลิงป่า หรือเสพเมถุนกับลิง ซึ่งเรื่องราวนี้ก็สะท้อนว่า…“พระก็เป็นกลุ่มหนึ่งในสังคม ที่เมื่อสังคมล้มเหลวทางด้านศีลธรรม พระเองก็มักจะล้มลงตามสังคมไปด้วย”
เพราะ “สังคมล้มเหลวทางศีลธรรม”
ประเด็นนี้ “คนในสังคมก็ต้องคำนึง”
ว่า “สถานการณ์สังคมก็มีส่วนด้วย!!”
อย่างไรก็ตาม กับ “วงการสงฆ์–แวดวงผ้าเหลือง” ที่จากข่าวฉาวที่เกิดขึ้นในยุคนี้“ดูเหมือนมีเหลือบซุกตัวแฝงผ้าเหลืองอยู่ยุ่บยั่บ!!”จากปรากฏการณ์ฉาวที่เกิดขึ้นกับแวดวงพระสงฆ์ที่ “ดูเหมือนยิ่งปรามยิ่งห้ามก็ยิ่งเยอะ!!” นั้น ทาง พระพยอม ท่านก็ระบุไว้ว่า… โดยความเห็นส่วนตัวท่านมองว่า… “ที่ยังเกิดกรณีลักษณะนี้ไม่หยุดหย่อน ทั้ง ๆ ที่ก็มีการออกมาขู่ ออกมาเตือนกันซ้ำ ๆ บ่อย ๆ น่าจะเพราะพระที่ทำผิดไม่รู้สึกกลัว เพราะบทลงโทษมันน้อย จึงไม่ได้สร้างความเกรงกลัว!!”โดยอาจมีการมองว่า“หากถูกจับได้ก็แค่ถูกจับสึก พอเรื่องซาก็แอบกลับเข้ามาบวชใหม่” จนทำให้ต้องย้ำคิดย้ำทำในการเตือนไม่ให้ทำผิด …นี่เป็นการสะท้อนไว้โดยพระพยอม ซึ่งในที่นี้หมายถึงโทษในทางพระ-ทางสงฆ์
ที่ผ่านมาในอดีตก็เคยมีกรณีปรากฏ
“ทำผิดต้องสึก…แล้วก็แอบบวชใหม่”
ทางพระพยอมท่านยังได้เล่าผ่าน “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ตั้งแต่ต้นปีที่แล้วว่า… ที่ท่านเจอบ่อย ๆ ช่วงหลัง ๆ ก็คือ…เวลาออกบิณฑบาต ญาติโยมที่ใส่บาตรมักจะปุจฉาบ่อย ๆ ว่า…“ทำไมพระยุคนี้เป็นอย่างที่เกิดเรื่องฉาวกันมาก” ซึ่งท่านก็ได้แต่บอกกับญาติโยมไปว่า… “ก็เอือมระอาเช่นกัน” โดยสิ่งที่อยากจะขอญาติโยมไว้ก็คงมีแค่ “ไม่อยากให้เหมาเข่งพระทั้งหมด” ซึ่งถ้าเทียบแล้วสมัยนี้ก็คงไม่ต่างจากสมัยก่อน แต่ในยุคนี้ “เรื่องฉาวมักปิดได้ไม่มิด”
ทั้งนี้ กับวิธี “ป้องปรามพระกระทำผิด” ซึ่งก็ย่อมหมายรวมถึงการ“กำจัดเหลือบผ้าเหลือง”ด้วยนั้น ทาง พระพยอม กัลยาโณ หรือ พระราชธรรมนิเทศ ท่านก็ได้สะท้อน “ข้อเสนอแนะในทางพระ–ทางสงฆ์”ไว้ว่า… ที่พอจะเห็นแนวทางคือ “ควรเพิ่มบทลงโทษให้แรงขึ้นจากเดิม”เพราะโทษที่มีเดิมอ่อนไป…และท่านก็ยังได้ฝากทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า…
“อีกเรื่องที่อยากฝากคือ… อยากฝากถึงพระคุณเจ้าทั้งหลายว่ายังไงบวชทั้งทีก็ควรทำตัวเป็นพระเนื้อหอมด้วยการถือพระวินัยเคร่งครัด ไม่ใช่เป็นพระเนื้อเหม็นที่ทำให้คนร้องยี้ ส่วนญาติโยมก็อยากฝากไว้ด้วยเช่นกัน…
ช่วยกันปกป้องคุ้มครองพระดี ๆ…
เพื่อไม่ให้พระที่ไม่ดีย่ามใจ”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



