“นายกอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม เดินยืดอกพกความกล้า เข้าสู่สนามไต่สวนศาลรัฐธรรมนูญตามนัด 21ส.ค.68
ให้ถ้อยคำในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง “อังเคิลฮุนเซนกับหลานอิ๊งค์”
ที่ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องของ สว.จำนวน 36 คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
เป็นจังหวะพอดีฤกษ์วันเกิดครบ 39 ปี ช่วงเช้าก่อนขึ้นศาลชี้แจง จึงมีคำอวยพรทั้งจากครอบครัว มิตรรักแฟนคลับ เติมกำลังใจปลุกพลังสู้ศึก แต่ “นายกอิ๊งค์” มีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด ในระหว่างที่ศาลได้อ่านกระบวนการวิธีพิจารณาคดี สังเกตได้จากอากัปกิริยาของ “นายกอิ๊งค์” มีการกระพริบตาถี่ มองต่ำ เม้มปากและกุมมือไว้ด้านหน้าพร้อมบีบนิ้วโป้ง มีช่วงหนึ่งถึงกับน้ำตาซึม โดยระบุตอนหนึ่งว่า ในความเป็นแม่ของลูกก็ไม่อยากเห็นการสูญเสีย
หลังจากที่ศาลได้ทำการไต่สวนพยานทั้ง 2 ปาก เกือบ 2 ชั่วโมง ศาลได้แจ้งเลื่อนนัดให้คู่กรณียื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลภายในวันที่ 25 ส.ค. เพื่อให้ศาลมีเวลาเขียนคำวินิจฉัยส่วนตัว เป็นไปอย่างรอบคอบและครบถ้วน ส่วนการนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติ และนัดฟังคำวินิจฉัยให้เป็นไปตามกำหนดเดิม ในวันที่ 29 ส.ค.15.00 น.

ก่อนที่ศาลพิจารณาได้แจ้งให้ทราบว่า การไต่สวนครั้งนี้ศาลไม่อนุญาตให้ถ่ายทอดภาพและเสียง โดยให้เหตุผลว่า “คดีเป็นความลับเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ และห้ามไม่ให้ผู้เข้าฟังนำข้อมูลไปเผยแพร่ ห้ามนำไปบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน”
ท่ามกลางบรรยากาศข่าวลือ ข่าวลวง ถึงตัวเลขมติคำตัดสิน “นายกอิ๊งค์” ออกมา รอด 5 ต่อ 4 ไม่รอด 7 ต่อ 2 หรือ 9 ต่อ 0
จากนี้ต้องรอฟังคำวินิจฉัยที่แท้จริงถ้า “นายกฯอิ๊งค์” รอด ก็เดินหน้าสู้ต่อบริหารงานท่ามกลางรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แล้วมองดูจังหวะยุบสภา
ถ้าไม่รอด “บิ๊กอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ก็จะรักษาการจนกว่าเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้
โดย “พรรคเพื่อไทย” ก็ต้องชู “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯที่เหลืออยู่ของพรรค เข้าสู่เวทีสภาอีกรอบ กับการไปบริหารคะแนนเสียงโหวตสส. ซึ่งตอนนี้ตกอยู่ในสภาวะเสียงปริ่มน้ำ ต้องมีการดูแลผลประโยชน์พรรคร่วมให้ทั่วถึงถ้วนหน้า แถมยังต้องหางูเห่าเติมเสียงอีก
ขณะที่พรรคอื่นก็ยังมีแคนดิเดตอยู่ โดยพรรคภูมิใจไทย มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” พรรครวมไทยสร้างชาติ มี “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” กับ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” พรรครวมพลังประชารัฐ มี “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” และ พรรคประชาธิปัตย์ มี“จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์”

จึงมีการข่าวลือออกมาอีกว่า ถ้าไม่รอดจะมีการตั้งสูตรพิสดารขึ้นมาแข่ง ต้องดูกระแสตอนนั้นว่าสูตรพิสดาร จะเป็นอย่างไร จะมีนายกฯจากมาตรา 5 เข้ามาหรือไม่และเข้ามาอย่างไร
สอดรับกับที่ ‘หมอเปรม’ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. แฉ ว่า มีสว.อิทธิพลสูงบางกลุ่มเล็งคว่ำร่างงบฯ 69 หากผลวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 29 ส.ค.นี้เป็นลบกับ ‘นายกอิ๊งค์’ เข้าทางเป็น ‘โรดแม็พมืด’ทางการเมืองทันที หวังให้เลือก‘นายกฯใหม่’ ลุ้นพรรคการเมืองที่แอบหนุนกลับมามีอำนาจ
แผนการสว.กลุ่มนี้ คือเลื่อนวันพิจารณางบประมาณจากเดิมกำหนดวันที่ 25-26 ส.ค. เป็นวันที่ 1-2 ก.ย. เพื่อหวังผลให้เกิดความวุ่นวายในสภาและเปิดช่องให้สรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้าทางพรรคการเมืองที่ตนเองแอบหนุน หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง จะนำไปสู่สถานการณ์ฉุกเฉินทางการเมืองและสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ
สถานการณ์การเมืองตอนนี้อยู่ในช่วง สามารถพลิกคว่ำพลิกหงายได้ตลอดเวลา และมีโอกาสเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ แม้พรรคเพื่อไทยประสานเสียงยืนยันว่า “นายกอิ๊งค์” ไม่ออกก็ตามก็ยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป

แม้ศาลจะยกฟ้องคดี “คุณพ่อทักษิณ ชินวัตร” ในมาตรา 112 แต่ก็ยังมีวิบากกรรมคดีป่วยทิพย์ รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดในวันที่ 9 ก.ย. คดีนี้จะเป็นการเปลี่ยนอำนาจการเมืองหรือไม่ ถึงแม้ผู้ที่ถูกกล่าว โทษเป็นกลุ่มของหมอและราชทัณฑ์ ซึ่งต้องดูผลของคดีว่า สุดท้ายแล้วการที่ “ทักษิณ” อยู่โรงพยาบาลรักษาตัวชั้น 14 ถือว่าเป็นการถูกบังคับโทษในการคุมขังแล้วหรือไม่ ถ้ายัง “คุณพ่อทักษิณ”จะต้องกลับเข้าคุกหรือไม่ ซึ่งจะถือเป็นบรรทัดฐานต่อไป
ถือว่าการเมืองช่วงนี้เจอแรงเขย่าหลายริกเตอร์ จากค่ายสีน้ำเงิน จ้องล้างตระกูลชิน เห็นได้จากการเดินเกมฟ้องคดี พร้อมเตรียมค่ำงบประมาณปี 69 หวังให้เข้าโรดแม็พมืด’ทางการเมือง ถือเป็นการเอาคืนต่อการที่ “นายใหญ่ทักษิณ” เดินเคลื่อนไล่บี้โล๊ะสว.สีน้ำเงิน และคดีเขากระโดง จนลามไปถึงแกนนำ พรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะคนใน “ตระกูลชิดชอบ”
ยังไม่รวมปัญหาความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ต้องสู้รบกับข่าวสารเฟกนิวส์ กระทรวงการต่างประเทศฟ้องนานาชาติ โดยเชิญทูตประเทศภาคีออตตาวา-องค์กรนานาชาติ ฟังบรรยายสรุป โชว์หลักฐานทุ่นระเบิดจากชายแดนไทย-กัมพูชา แจง 6 ข้อ‘เขมร’ไม่จริงใจ-เมินแก้ปัญหา พร้อมมีหลักฐานใหม่เป็นคลิปที่กับใหม่ที่ทหารกัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดPMN-2 หวังรัฐภาคีออตตาวา เร่งจัดการกัมพูชาเร็วที่สุด

งานนี้ไทยต้องเร่งเดินหน้าชี้แจงต่อนานาชาติ เพื่อสยบ “เฒ่าเจ้าเล่ห์ฮุนเซน”ให้ได้
ฟาก“รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ออกมาบอกว่าได้ปิดห้องคุยลับ‘บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพงษ์ นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ,รองแม่ทัพภาค 2 และกระทรวงต่างประเทศ ได้เปิดใจตรงไปตรงมา แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่สถานการณ์ชายแดนตอนนี้ยังสบายใจได้ ไม่มีแนวโน้มขัดกันทางอาวุธเร็ว ๆ นี้ และรัฐบาลยังไม่ปิดประตูฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ พร้อมเล็งหาวิธี End Game ให้ได้
ขณะที่ม็อบรักชาติ กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ไปตั้งเวที “รวมพลังยกเลิก MOU 43-MOU44 เพื่อรักษาอธิปไตย ” ที่หน้ารัฐสภา เมื่อรู้ว่ารัฐสภาจะมีการประชุมเรื่องชายแดนไทยกัมพูชา จึงรวมตัวกันไปกดดันรัฐบาลให้ยกเลิก MOU43-44 เพื่อให้เกิดความชัดเจนไม่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อน และทำกรอบการเจรจาใหม่แบบทวิภาคี พร้อมแนะให้ไทยควรเสนอ แผนที่ 1 ต่อ 50,000 เป็นธงหลักในการเจรจา

ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชายังไม่มีทีท่าจะจบง่าย ยังต้องมาเจอเหตุการณ์ 3จังหวัดชายแดนใต้ผสมโรงอีก
ล่าสุดมีคนร้ายวางระเบิดคาร์บอมบ์ถล่มฐานปฏิบัติการ ชุดคุ้มครองตำบลศาลาใหม่ (ชคต.) ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านโคกมะเฟือง ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ ทำให้ เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดนประจำฐาน (อส.ชคต.)ได้รับบาดเจ็บ 3 นาย กลายเป็นเรื่องซ้อนความวุ่นวายความมั่นคงในประเทศ เพิ่มเข้ามาเขย่าขวัญคนไทยให้เกิดความหวาดกลัวรายวัน รัฐบาลควรเร่งรีบจัดการปัญหาก่อนที่ประชาชนจะทนไม่ได้
เมื่อจับชีพจรคนไทยเต้นอ่อนลงทุกทีไม่มีความสุข มีแต่ปัญหารายวัน และยังต้องเจอกับภัยสงคราม เศรษฐกิจก็ย่ำแย่ ประชาชนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้การเมืองก็จะเดินไปไม่ได้ด้วย ประชาชนเริ่มทุกข์ยากขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากให้รัฐบาลเร่งหาทางแก้ และประชาชานคนไทยใช้สติ เพื่อหาทางแก้ปัญหา ประเทศชาติก็จะเดินไปได้.



