ทั้งนี้ จากกระแสไวรัลปนดราม่าดังกล่าว ก็ทำให้มี “คำถามน่าสนใจ” ในภาพรวม ๆ เกี่ยวกับประเด็น “เกลียดพ่อ เกลียดแม่ เกลียดคนในบ้าน” ซึ่งก็เป็นเรื่อง “ชวนคิด??”…

ถ้าเกิด “ความรู้สึกในลักษณะเช่นนี้”

แบบนี้ เข้าข่ายจิตผิดปกติหรือไม่?”

หรือ “จริง ๆ แล้วเพราะปัจจัยใด?”

กับ “คำถาม” กรณีแบบนี้ วันนี้ ณ ที่นี้มี “ข้อมูลคำตอบในมุมจิตวิทยา” มาสะท้อนต่อ โดย จันทมา ช่างสลัก ได้จัดทำบทความบทวิเคราะห์มุมจิตวิทยาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ใช้ชื่อหัวข้อว่า “เมื่อบ้านไม่ใช่ Safe Zone รับมืออย่างไรเมื่อเป็นโรคเกลียดคนในบ้าน” โดยมีการเผยแพร่ไว้ทาง www.istrong.co ซึ่งทางผู้สันทัดกรณีท่านนี้ได้อธิบายไว้ โดยสังเขปมีดังนี้…

สถานการณ์ลักษณะดังกล่าวนี้มีการพบมากขึ้นช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดรุนแรง เมื่อหลายคนต้องอยู่บ้านด้วยความจำเป็น ทำให้ต้องใช้เวลาอยู่กับคนในบ้านคนในครอบครัวมากกว่าที่เคย ๆ มา ซึ่งการที่ใช้เวลาอยู่กับคนในบ้านหรือคนในครอบครัวเพิ่มมากขึ้น ที่น่าจะเป็นเรื่องดี แต่กลับเกิดสถานการณ์ที่น่าตกใจ เมื่อพบว่า แทนที่การที่ได้ใช้เวลากับคนในครอบครัวมากขึ้นจะทำให้รักกันเพิ่มขึ้น กลับพบว่ากลายเป็นว่าคนในบ้านรักกันน้อยลง ถึงขั้น “เกลียดครอบครัวเกลียดบ้าน” เลยก็มี!!โดยกรณีแบบนี้ในไทยเป็นคำที่เคยขึ้นแฮซแท็กฮิตในสังคมออนไลน์เมื่อปี 2563 ซึ่งผู้ติดแฮซแท็กนั้น…

ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

เป็นปัญหาที่เกิดกับหลายครอบครัว!!

ทาง จันทมา ระบุไว้ในบทความบทวิเคราะห์อีกว่า… ผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยาเคยอธิบายไว้ผ่าน เฟซบุ๊กสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ว่า… โรคเกลียดคนในบ้าน” หรือ “ความรู้สึกเกลียดพ่อ แม่ หรือพี่น้อง” นั้น จริง ๆ เป็นอารมณ์ที่ทุกคนมีเกิดขึ้นได้ หากคนที่รู้สึกเกลียดเป็นผู้ถูกกระทำให้เกิดบาดแผลในใจ เช่น จากการถูกเลี้ยงดูแบบรุนแรง เข้มงวดเกินไป หรือการแสดงออกถึงความรักลูกที่มีไม่เท่ากัน หรือแม้แต่การปลูกฝังค่านิยมแข่งขันกันในหมู่พี่น้องด้วย

พร้อมกันนี้ก็ได้มีการขยายความถึงความรู้สึกแบบนี้ไว้ว่า… ปัจจัยข้างต้นนั้นล้วนเป็น “สิ่งบ่มเพาะความเกลียด” ได้ จนอาจ “ทำให้เกิดโรคเกลียดคนในบ้าน” ขึ้น ซึ่งกล่าวอีกอย่างก็คือ การเป็น Toxic people โดยไม่รู้ตัวของคนในบ้านบางคนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้โดยที่ “วิธีสังเกตตนเอง” ว่ากำลังเป็น Toxic people” หรือไม่?? ก็มีหลักพิจารณา เช่น…

คนในบ้านทำหน้าเบื่อขณะพูดคุยด้วย” หรือแสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากรับฟัง ไม่ต้องการคุยด้วย หรือเมื่อเข้าวงสนทนาการสนทนามักหยุดชะงักลงทันที, รู้สึกหงุดหงิดคนในบ้านตลอดเวลา” หรือเห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด โดยมีพฤติกรรมที่แสดงออกชัดเจนอย่างการไม่เก็บอารมณ์หงุดหงิดไว้ หรือโวยวายด่าทอไม่หยุด หรือถึงขั้นทำร้ายคน สัตว์ ทำลายสิ่งของในบ้าน, ผิดหวังกับคนในบ้านบ่อยแบบสังเกตได้ชัดเจน” ซึ่งไม่ได้เกิดจากคนในบ้านทำให้ผิดหวัง แต่เกิดจากการที่เราคาดหวังกับคนในบ้านอย่างไม่เหมาะสม คาดหวังสูงไป หรือคาดหวังสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความสามารถของคนในบ้าน

ชอบวางแผนให้คนในบ้านเสมอ” โดยไม่ถามความสมัครใจ หรือรับฟังความเห็น, ชอบเปรียบเทียบคนในบ้านเสมอ” เช่น พ่อใจดีกว่าแม่ ลูกคนโตเรียนเก่งกว่าลูกคนเล็ก ลูกสาวช่วยทำงานบ้านดีกว่าลูกชาย,ไม่รับฟังฟีดแบ็คคนในบ้าน” ในทุก ๆ ครั้งที่คนในบ้านแสดงความคิดเห็น, มีอคติทุกเรื่องกับคนในบ้าน” เช่น เมื่อมีของหายมักจะโทษลูกหรือใครคนหนึ่งในบ้านเสมอ หรือเมื่อมีสินค้ามาส่งมักจะมองว่าคนในบ้านฟุ่มเฟือย สิ้นเปลือง โดยไม่ถามเหตุผล หรือสอบถามความจริงก่อน, ดุเก่งจนรู้สึกตัวเองกลายเป็นคนปากร้าย” หรือรู้สึกตัวว่าปากไว ช่างประชดประชัน จนไม่มีใครอยากเข้าใกล้

ไม่เคยขอโทษหรือขอบคุณ” หรือไม่เคยใช้คำพูดดี ๆ กับคนในบ้าน,ไม่ให้พื้นที่ส่วนตัวกับคนในบ้าน” เช่น ไม่ขออนุญาตก่อนเข้าห้องนอนคนในบ้าน หยิบเงินหรือของคนในบ้านมาใช้โดยไม่ขออนุญาต, ไม่สนใจความรู้สึกของคนในบ้าน” โดยพบว่าตัวเองมีพฤติกรรมนี้บ่อยครั้งมากขึ้น และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ, ชอบยกตัวเองข่มคนในบ้าน” เช่น สมัยพ่ออายุเท่าลูกมีเงินเก็บเป็นแสนแล้ว หรือถ้าเป็นแม่นะอาหารที่ทำคงรสชาติดีกว่านี้ …นี่เป็นวิธีสังเกตว่าเข้าข่าย Toxic people”

ทั้งนี้ “วิธีแก้ Toxic people” เพื่อไม่ให้เกิดกรณี “โรคเกลียดคนในบ้าน”ในบทความดังกล่าวก็แนะนำไว้ด้วย ดังนี้… 1.เคารพในพื้นที่ส่วนตัวคนในบ้าน ไม่รุกล้ำ หรือขออนุญาต หรือถามความสมัครใจก่อนเสมอ, 2.หาคนกลางมาช่วยปรับความเข้าใจ ที่คนในบ้านสบายใจ โดยอาจเป็นเพื่อนของลูก พ่อ แม่ สามี ภรรยา ญาติ มาช่วยพูดคุย, 3.เปิดใจรับฟังฟีดแบ็คคนในบ้าน ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อให้รู้ว่าคนในบ้านรู้สึกอย่างไร และอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนในบ้านไม่ชอบ, 4.ใช้ความสงบสยบ โดยพูดให้น้อยลง เกรี้ยวกราดน้อยลง แสดงอารมณ์ทางลบน้อยลง และ 5.รู้สึกอย่างไรก็สื่อไปตรง ๆ เป็นต้น

นี่เป็นโดยสังเขปเกลียดคนในบ้าน”

ที่ลึก ๆ “คนที่เกลียดอาจมิใช่คนผิด”

โดยเฉพาะ…“คนถูกเกลียดทิ้งไป!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์