การขยายสิทธิลาคลอดนี้…หากผ่านฉลุยประเทศไทยก็ “จะขยับใกล้ตามมาตรฐาน 180 วัน” ของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่สนับสนุนให้ทั่วโลก “เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่เป็นเวลา 6 เดือน” ซึ่งจะส่งผลดีระยาวในหลายมิติ…

สิทธิลาคลอดใหม่” มิใช่แค่เพิ่มวันลา

แต่ยัง “เกี่ยวพันสุขภาพประชากรไทย”

โดยสิทธิใหม่ “มีคีย์เวิร์ดอยู่ที่นมแม่”

ทั้งนี้ หลังจากมีการเปิดเผยออกมาเกี่ยวกับการ “เพิ่มสิทธิวันลาคลอด” จากเดิม 90 วันเป็น 120 วัน สังคมก็ให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะพ่อแม่วัยแรงงานซึ่งสิทธิใหม่นี้ได้ถูกบรรจุอยู่ใน “ร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับแก้ไข” โดยที่ต้องมีขั้นตอนการพิจารณาโดยวุฒิสภาด้วย…ภายหลังผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรได้แบบฉลุย ซึ่งก็ทำให้หลายภาคส่วนเริ่มมีความหวังในอนาคตที่จะ “ยกระดับประเทศไทย” ให้สามารถ “ขยับใกล้เกณฑ์มาตรฐาน 180 วัน” ที่ WHO ส่งเสริมทั่วโลกให้ “ทารกดื่มนมแม่ 180 วัน” หรือเป็นเวลา 6 เดือน เนื่องจาก “น้ำนมแม่มีความสำคัญต่อพัฒนาการลูกระยะยาว”

นี่จะ “ส่งผลดีต่อประเทศในระยะยาว”

จะ “ทำให้ได้วัยแรงงานที่มีคุณภาพดี”

และกับเรื่องนี้นี่ก็มี “มุมสะท้อน” จากฝั่งนักวิชาการที่เห็นด้วยกับการ “เพิ่มสิทธิวันลาคลอด” ซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล โดยทาง ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ นักวิชาการ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่มีการปรับปรุงแก้ไขล่าสุด ได้สะท้อนไว้ว่า… ในสถานการณ์ที่ไทยเป็นสังคมสูงวัย และเผชิญปัญหาเด็กเกิดน้อย การเพิ่มสิทธิ สวัสดิการสังคม เช่น เพิ่มสิทธิวันลาคลอด จะมีส่วนช่วยจูงใจคนไทยรุ่นใหม่ให้ “มีลูก” กันมากขึ้น โดย “เบาใจ” กันมากขึ้น

นี่น่าจะเป็น “แรงหนุน” ได้ระดับหนึ่ง

ทำให้ “คนรุ่นใหม่เบาใจขึ้นที่จะมีลูก

ทางนักวิชาการ มธ. ท่านเดิมระบุไว้ว่า… หนึ่งในสิทธิและสวัสดิการสังคมที่ควรสนับสนุนและผลักดันให้เกิดขึ้นเร็วที่สุดในสถานการณ์ปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญอยู่นี้ก็คือการลาคลอด 180 วัน จากเดิมที่กฎหมายให้ลาได้ 90 วัน…และ ตอนนี้มีการพิจารณาปรับแก้เพื่อจะขยับขึ้นเป็น 120 วัน โดยแนวคิดนี้ภาคประชาสังคมของไทยได้พยายามผลักดันมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งสิทธิที่มีการปรับปรุงแล้วที่ผ่านมา และที่จะพิจารณาล่าสุด ก็ยังไม่ถึงตัวเลข 180 วันตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกแนะนำทั่วโลกกรณีให้ลูกดื่มนมแม่ อย่างไรก็ดี แต่ก็เป็นความก้าวหน้าอีกขั้นของไทยกับการผลักดันเรื่องนี้

สิทธิลาคลอดไม่ได้สำคัญแค่ระยะเวลาที่ลา แต่เป็นมิติหนึ่งในการสร้างสวัสดิการทางสังคมเพื่อให้ผู้คนอุ่นใจและรู้สึกมั่นคงในการสร้างครอบครัว ซึ่งภาครัฐควรส่งเสริมอย่างรอบด้าน ควรดูแลอย่างครบวงจร เพราะผู้หญิงยุคใหม่ต้องแบกรับบทบาทหนัก ทั้งการเป็นแม่และต้องสูญเสียโอกาสบางอย่างในชีวิตไป” …ผศ.ดร.กฤษฎา ระบุไว้

ความสำคัญ “ส่งเสริมสิทธิแม่ยุคใหม่”

รัฐ “ต้องส่งเสริมครอบคลุมรอบด้าน”

ทั้งนี้ นอกจากแง่มุมที่สะท้อนไว้โดย ผศ.ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ แล้ว…เมื่อโฟกัสที่ “ลูกดื่มน้ำนมแม่จะมีประโยชน์อะไรบ้าง?” คำตอบเรื่องนี้ก็มีข้อมูลโดย สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่ได้อธิบายไว้ผ่านบทความ “นมแม่ต้นทุนสู่เด็กไทยพัฒนาการสมวัย” โดยสังเขปมีว่า… นมแม่นับเป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเด็ก เพราะมีสารอาหารที่ดีมากกว่า 200 ชนิด ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพเด็กในทุกด้านโดยช่วยป้องกันการเจ็บป่วย ลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ ส่งผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญา ทั้งยังเสริมสร้างสายใยความผูกพันระหว่างแม่-ลูก ซึ่งองค์การอนามัยโลกแนะนำไว้ว่า… เด็กแรกเกิดถึง 6 เดือนควรกินนมแม่อย่างเดียว จากนั้นจึงกินคู่กับอาหารตามวัยไปจนถึงอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น

ประโยชน์ใน“นมแม่”นั้น จะมีชนิดไขมันที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของสมอง เช่น DHA และ ARA ที่ร่างกายเด็กสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มที่ เพราะมีสารช่วยย่อยไขมันติดมากับน้ำนมแม่ด้วย นอกจากนั้นไขมันในน้ำนมแม่ยังมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50 ซึ่งเหมาะสมกับสมองเด็กที่กำลังโต และในนมแม่ก็ยังมีสารอื่น ๆ ที่มีประโยชน์อีกมากมาย ซึ่งจะไม่มีในนมผสม อีกทั้งในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 6 เดือนระบบย่อยอาหารยังทำงานได้ไม่เต็มที่ สมรรถภาพของตับและไตก็ยังไม่แข็งแรงพอในการขับของเสียออกจากร่างกาย ถ้าทารกได้รับอาหารที่ไม่สัมพันธ์กับวัยอาจเพิ่มความเสี่ยงลำไส้อุดตัน กับติดเชื้อระบบทางเดินอาหารได้ซึ่งน้ำนมแม่จะเหมาะกับการทำงานของทางเดินอาหารทารกมากที่สุด …นี่เป็นข้อมูลอีกส่วนที่น่าสนใจ

นี่สัมพันธ์กับการที่ “แม่ให้นมลูกเอง”

ที่กำลังมีการ “ลุ้นผลเพิ่มจำนวนวัน”

ลุ้น “เพิ่มวันลาคลอดเป็น 120 วัน”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์