การรักษาโรคภัยไข้เจ็บใน 1 โรค อาจจะสามารถรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับผู้ป่วยและการประเมินของแพทย์ร่วมกันว่าจะใช้วิธีการใด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวผู้ป่วยเอง อย่าง การแลกเปลี่ยนพลาสมาเพื่อการรักษา (Therapeutic plasma exchange) ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการรักษาโรคหลาย ๆ โรค

ทางด้าน พญ.เมธินี สุทธิไวยกิจ อายุรแพทย์โรคไต โรงพยาบาลพญาไท 2 อธิบายถึงการรักษาด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนพลาสมาว่า พลาสมาก็คือน้ำเหลืองที่เรารู้จักกัน หลักการคือ “การแยกพลาสมาออกจากเม็ดเลือด เพื่อกำจัด Antibody หรือสารก่อโรคอื่นที่อยู่ในพลาสมาออกไป แล้วแทนที่ด้วยของเหลวชนิดคอลลอยด์ โดยทั่วไปแล้วจะเป็น อัลบูมิน (Albumin), น้ำเกลือ (Saline), หรือ พลาสมาสดแช่แข็ง (FFP : Fresh Frozen Plasma)

การแลกเปลี่ยนพลาสมาเพื่อการรักษา เพื่อกำจัดส่วนของพลาสมาในเลือดที่มีสารก่อโรคในภาวะต่าง ๆ ทั้งโรคทางระบบประสาท, โลหิตวิทยา, เมตาบอลิซึม, รูมาตอยด์ และโรคไตรวมถึงภาวะพิษ โดยจากคำแนะนำของ American Society for Apheresis (ASFA) 2023 ได้ระบุข้อบ่งชี้จัดประเภทไว้เป็น 4 กลุ่มโดยอิงจากข้อมูลทางการแพทย์ที่มีอยู่”

พญ.เมธินี อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับ 5 กลุ่มโรคที่ข้อมูลประโยชน์ชัดเจน แบ่งออกได้ดังนี้ 1. โรคทางระบบประสาท คือ โรคกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre syndrome) โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด MG (Myasthenia gravis) (สำหรับการรักษาระยะสั้นแบบเฉียบพลัน) โรคปลายประสาทอักเสบชนิดเรื้อรัง (Chronic inflammatory demyelinating polyneuropathy) โรคสมองอักเสบชนิด N-methyl-D-aspartate receptor antibody encephalitis

2. โรคทางโลหิตวิทยา คือ ภาวะเลือดหนืดสูงจากมีแกมมาโกลบูลินมากเกิน (Hyperviscosity in hypergammaglobulinemia) ภาวะหลอดเลือดขนาดเล็กมีลิ่มเลือดจากภูมิคุ้มกัน (Thrombotic microangiopathy, complement mediated) (แอนติบอดีต่อแฟคเตอร์ H)

3. โรคไต คือ กลุ่มอาการกู๊ดพาสเจอร์ (Goodpasture syndrome) (ยกเว้นในกรณีที่ต้องฟอกไตแล้วและไม่มีภาวะเลือดออกในถุงลมปอด) โรคไตอักเสบชนิด AAV ที่มีปอดอักเสบเลือดออกในถุงลมด้วย

4. เกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะ อาทิ รักษาและเตรียมปลูกถ่ายไต ตับ หรือ ปอด เพื่อลดโอกาสเกิดเนื้อเยื่อต่อต้าน และ 5. โรคอื่น ๆ โรควิลสันชนิดรุนแรงเฉียบพลัน (Wilson disease, fulminant) ภาวะตับวายรุนแรงเมื่อมีข้อบ่งชี้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะสามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ทุกคน เพราะยังมีข้อห้ามในกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่สามารถใส่สายสวนหลอดเลือดดำได้, ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือภาวะความดันโลหิตไม่คงที่, แพ้พลาสมาสดแช่แข็ง หรืออัลบูมิน, แพ้เฮพาริน (heparin) ซึ่งเป็นสารต้านการแข็งตัวของเลือดที่ใช้บ่อย และภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ

สำหรับขั้นตอนการรักษานั้น ขั้นแรก : แพทย์จะประเมินการเข้าถึงหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดดำเหมาะสม จะมีการใส่เข็มในแต่ละแขน ส่วนผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดไม่เหมาะสมจะมีการใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง ก่อนการรักษา

ขั้นตอนที่ 2 : เชื่อมต่อสายสวนหลอดเลือดเข้ากับเครื่อง plasmapheresis ดึงเลือดเข้าสู่เครื่องปั่นแยกเซลล์ แยกพลาสมาออกจากเลือดตามปริมาณที่แพทย์กำหนด จากนั้นพลาสมาที่มีสารก่อโรคจะถูกกำจัดและรวบรวมไว้ในถุงของเสีย

ขั้นตอนที่ 3 : ของเหลวทดแทน (อัลบูมิน, น้ำเกลือ, หรือ FFP) จะถูกเพิ่มเข้าไปในเม็ดเลือดแดง และเกล็ดเลือดที่เหลืออยู่ในเครื่อง จากนั้นเลือดใหม่ทั้งหมดจะถูกส่งกลับเข้าสู่ร่างกายทางสายสวนหลอดเลือดอีกฝั่งหนึ่ง

ขั้นตอนที่ 4 : กระบวนการดึงเลือดออกและใส่กลับนี้จะทำอย่างอัตโนมัติและต่อเนื่องเพื่อลดการสูญเสียเลือดและช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย และ
ขั้นตอนที่ 5 : การรักษาโดยทั่วไปจะใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง

การแลกเปลี่ยนพลาสมาเพื่อการรักษามีความปลอดภัย แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้นได้ เช่น รู้สึกไม่สบายที่ตำแหน่งที่ใส่เข็ม, รู้สึกเหนื่อยล้า, วิงเวียน ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดคือ รู้สึกหนาว จะมีการใช้แผ่นทำความร้อน, เครื่องทำความอุ่นเลือด และผ้าห่มเพื่อช่วยให้อบอุ่นและสบายตัว หรือหากเริ่มมีอาการอื่น ๆ ซึ่งพบได้น้อย เช่น เกลือแร่ผิดปกติ เกล็ดเลือดและสารแข็งตัวของเลือดลดลง อาการแพ้จากสาร FFP หรืออัลบูมิน ให้รีบแจ้งพยาบาลเพื่อให้การดูแลที่เหมาะสมต่อไป”

ส่วนหลังการรักษาด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนพลาสมา ให้ปฏิบัติตัวดังนี้ 1. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อเนื่องอย่างน้อย 24 ชั่วโมง 2. รับประทานอาหารให้เพียงพอ 3. ลดกิจกรรมทางกายให้น้อยที่สุดเป็นเวลาหลายชั่วโมงหลังการรักษา 4. สังเกตบริเวณที่เส้นหลอดเลือดว่ามีเลือดออกหรือไม่.