ล่าสุด ทางกรมควบคุมโรค นำโดย พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และโฆษกกรมควบคุมโรค ร่วมกับนพ.ดรม บัวทอง รักษาการนายแพทย์ทรงคุณวุฒิและผู้อำนวยการกองด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและกักกันโรค ร่วมกันแถลงชัดถึงมาตรการควบคุมโรคผู้ที่เดินทางมาจาก 2 ประเทศ หากเป็นคนต่างชาติต้องมีการทำรายงานสุขภาพล่วงหน้า แล้วให้สายการบินส่งข้อมูลผู้โดยสารมายังกรมควบคุมโรค เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ารับตัวและประเมินความเสี่ยงทันทีที่เดินทางถึงประเทศไทย หากพบผู้เดินทางมีอาการป่วย จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลที่กำหนด ส่วนผู้มีความเสี่ยงสูง เช่น เป็นผู้สัมผัสผู้ป่วย จะถูกส่งเข้ากักกันโรค สำหรับผู้เดินทางมาจาก 2 ประเทศ ไม่มีอาการป่วย สามารถเดินทางไปได้ทุกพื้นที่แต่ต้องให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวได้ และวัดไข้ทุกวัน เป็นเวลา 21 วัน

ทั้งนี้มีการประสานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานการบินเพื่อแจ้งต่อทุกสายการบินให้คัดกรองสุขภาพผู้โดยสาร และรายงานกลับมาก่อนล่วงหน้าเพื่อให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขฝั่งไทยได้เข้าประกบตั้งแต่ที่สนามบิน แล้วนำเข้ากระบวนการข้างต้น ถ้าสายการบินปล่อยปละละเลย ฝ่าฝืนนำคนที่มีอาการป่วยเข้ามาในประเทศไทย สายการบินต้องรับผิดชอบค่าควบคุมโรคทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม โรคอีโบลา ถือเป็นโรคระบาดอันตราย การจะแพร่โรคได้ก็ต่อเมื่อมีอาการ ผ่านเลือดและสารคัดหลั่ง ซึ่งเมื่อมีอาการแล้วมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40–80% โอกาสที่เดินทางออกนอกพื้นที่ และแพร่ระบาดใหญ่เหมือนโควิดจึงเป็นไปได้น้อย แต่เนื่องจากเป็นโรคอันตราย อีกทั้งสายพันธุ์ที่ระบาดตอนนี้คือ บันดิบูเกียว ซึ่งยังไม่มีทั้งวัคซีน และยารักษาโรค …ประเทศไทยจึงไม่ประมาท ได้วางมาตรการรัดกุมข้างต้น

สำหรับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าตรวจแล็บนั้น ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย อธิบดี นพ.สราวุฒิ บุญสุข ก็ได้ออกมายืนยันว่า ทางกรมฯ มีห้องปฏิบัติการ การตรวจวินิจฉัย และระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อรองรับการตรวจวิเคราะห์เชื้ออันตรายอย่างมีประสิทธิภาพ หรือห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3 (BSL-3) ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosafety) อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) และระบบขนส่งตัวอย่างเสี่ยง พร้อมสั่งการให้เสริมความเข้มแข็งด้านการเฝ้าระวังทางจีโนมและอณูชีววิทยา เตรียมชุดตรวจวินิจฉัย ตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อด้วยวิธีมาตรฐานสากล Real-time RT PCR ที่มีความไวและความจำเพาะสูง สามารถทราบผลภายใน 8 ชั่วโมง รวมถึงเตรียมความพร้อมบุคลากรด้านห้องปฏิบัติการ เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่เจ้าหน้าที่

สำหรับโรคอีโบลาไม่ใช่โรคใหม่ ซึ่ง.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้โพสต์ผ่านเฟซบุุ๊กจึงขอหยิบยกบางตอน
เพื่อพาย้อนรอยโรคกลับไปว่า อีโบลาเป็นโรคติดเชื้อไวรัสรุนแรงในกลุ่ม viral hemorrhagic fever เกิดจากไวรัสใน genus Ebolavirus วงศ์ Filoviridae อัตราการเสียชีวิตสูง 25–90% ขึ้นกับสายพันธุ์และระบบสาธารณสุข โรคนี้อยู่ในสัตว์ป่าในแอฟริกามานานหลายร้อยปี ที่ตั้งชื่ออีโบลา เพราะในการตรวจพบและแยกเชื้อได้ ครั้งแรกที่ริมแม่น้ำอีโบลา สาธารณรัฐคองโก (1976) หลังจากนั้นก็มีการระบาดเป็นครั้งคราวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในชนบท ซึ่งกับประเพณีการทำความสะอาดศพก่อนทำพิธี ทำให้สัมผัสได้โดยตรง

อีโบลามีหลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ ซาอี (Zaireebolavirus) รุนแรงที่สุด รองลงมาคือสายพันธุ์ซูดาน การระบาดครั้งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นในปี 2013–2016 ที่ แอฟริกาตะวันตกประเทศ Guinea แพร่ไป Liberia Sierra Leone มีผู้ป่วยร่วม 30,000 ราย เสียชีวิต 11,000 ราย เป็นสายพันธุ์ซาอี จึงมีการพัฒนาวัคซีนสายพันธุ์นี้มาป้องกันทำให้โรคสงบลง

การระบาดครั้งนี้เกิดขึ้นในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และยูกันดา มีผู้ป่วยมากกว่า 250 คนและเสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 80 คน เป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงปานกลาง สายพันธุ์ที่ระบาดคือ สายพันธุ์ บุน-ดิ-บู-โย (Bundibugyo ebolavirus) ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนต่อสายพันธุ์นี้

ส่วนความเป็นไปได้ที่โรคนี้จะมาถึงไทยนั้น .นพ.ยง ระบุไม่แตกต่างจากกรมควบคุมโรค คือ “เป็นไปไม่ได้หรือยากที่อีโบลาจะระบาดมาถึงไทย โรคที่มีความรุนแรงมีอัตราการตายสูงถึง 50% ผู้ที่ติดเชื้อจะป่วยและมีอาการรุนแรง โอกาสที่จะขึ้นเครื่องบิน หรือเดินทางไกลข้ามทวีปเป็นไปได้ยากมาก โรคที่จะระบาดใหญ่ทั่วโลก อย่างโควิด จะต้องเป็นโรคที่มีความรุนแรงน้อยกว่ามาก เช่น ไข้หวัดใหญ่ วันนี้ป่วยอยู่กรุงเทพฯ พรุ่งนี้ไปอยู่เชียงใหม่ ไปแพร่เชื้อให้เชียงใหม่ เดินทางไกลได้ จึงจะระบาดได้รวดเร็ว โควิดก็เช่นเดียวกัน”.

อภิวรรณ เสาเวียง