ไม่พูดถึงไม่ได้เลยหลัง วอร์เนอร์ บราเธอร์ส พิกเจอร์ส และ นิวไลน์ ซีเนม่า จัดเต็มนำเสนอภาพยนตร์สยองขวัญระทึกขวัญ เรื่อง “The Conjuring: Last Rites – เดอะ คอนเจอริ่ง คนเรียกผี พิธีกรรมครั้งสุดท้าย” ผลงานการกำกับโดย ไมเคิล ชาเวส (The Nun II, The Conjuring: The Devil Made Me Do It) อำนวยการสร้างโดย เจมส์ วาน และ ปีเตอร์ ซาฟราน นำแสดงโดย เวร่า ฟาร์ไมก้า, แพทริค วิลสัน, มีอา ทอมลินสัน, เบ็น ฮาร์ดี้ ร่วมด้วย สตีฟ โคลเตอร์, รีเบ็คก้า คัลเดอร์ และ แชนนอน คุก เป็นต้น
โดยเป็นเรื่องราวที่เริ่มขึ้นในปี 1986 เมื่อครอบครัววอร์เรนเตรียมวางมือจากการทำคดี แต่กลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์สุดสะพรึงที่บ้านครอบครัวสเมิร์ลในเพนซิลเวเนีย บ้านที่ดูธรรมดากลับเต็มไปด้วยพลังมืด และครั้งนี้พวกเขาอาจสูญเสียทุกสิ่งแม้แต่ “จูดี้” ลูกสาวเพียงคนเดียวที่ค้นพบพลังลี้ลับของตน แถมงานนี้ยังเป็นการกลับมาครั้งนี้ยังได้เปิดตัวนักแสดงรุ่นใหม่ มีอา ทอมลินสัน ในบท จูดี้ วอร์เรน ซึ่งได้รับคำชื่นชมจากผู้กำกับว่าเป็น “การค้นพบที่ยอดเยี่ยม” เพราะสามารถถ่ายทอดทั้งความกลัว ความเปราะบาง และพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง ร่วมด้วย เบ็น ฮาร์ดี้ ในบทโทนี่ สเปร่า แฟนหนุ่มของจูดี้ ผู้ซึ่งค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัววอร์เรน นอกจากนี้ยังมีนักแสดงมากฝีมืออย่าง สตีฟ โคลเตอร์, รีเบ็คก้า คัลเดอร์ และแชนนอน คุก มาสมทบ เติมเต็มบรรยากาศหลอนที่เข้มข้นมากขึ้นไปอีก
และด้วยความที่น่าดูไปเสียทุกอย่างนั้น yimyim เลยไม่พลาดชวนเหล่านักแสดงมาเล่าถึงการทำงานในเรื่องกัน

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้คนยังคงหลงใหลในเอ็ดและลอเรน วอร์เรน?
เวร่า ฟาร์ไมก้า: ฉันคิดว่าครอบครัววอร์เรนน่าหลงใหลก็เพราะพวกเขาเป็นคู่รักที่ยิ่งใหญ่ พวกเขาปลุกความเชื่อของเราต่อความเป็นฮีโร่และการเสียสละ พวกเขาแสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณโอบรับความเมตตา และใช้พรสวรรค์ของตัวเองอย่างถูกทาง คุณก็สามารถทำให้โลกนี้อ่อนโยนขึ้น เมตตาขึ้น เต็มไปด้วยความรัก และศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้น เรานำเสนอพวกเขาในแบบที่ดูงดงาม เป็นเหมือนภาพในอุดมคติ แต่นั่นก็เพื่อจะทำให้พวกเขาเป็นตัวอย่างของบัญญัติแห่งความรัก
แพทริค วิลสัน: ผมก็คิดเหมือนกันนะ ว่าลักษณะที่เรานำเสนอสองตัวละครนี้ รวมถึงการแสดงของเรา มันตัดกับความมืดของเรื่องราวได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมืดมนแค่ไหน ไม่ว่าจะมีความแตกร้าวในครอบครัวต่าง ๆ ที่พวกเขาเข้าไปช่วย หรือมีดราม่าหนักแค่ไหนจากคดีที่พวกเขาสืบสวน ทั้งหมดนั้นกลับยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ของพวกเขาให้แน่นแฟ้นขึ้น คุณจะเห็นความเป็นคู่รักที่กล้าหาญ อบอุ่น เต็มไปด้วยความรัก และคุณจะได้เห็นว่าสองคนนี้ร่วมมือกันอย่างแท้จริง ยิ่งเรื่องราวมืดหม่นเท่าไร เราก็ยิ่งค้นพบแสงสว่างได้มากขึ้นเท่านั้น ช่วงเวลาของความเบาใจ ความรัก อารมณ์ขัน และเคมีที่พวกเขามีต่อกัน… ผมคิดว่านั่นแหละคือเหตุผลที่ผู้คนรู้สึกว่า วอร์เรนของเรา กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาไปแล้ว

แล้วทั้งสองคนคาดหวังอะไรจากการกล่าวอำลาตัวละครเหล่านี้?
เวร่า ฟาร์ไมก้า: Last Rites พิธีสุดท้าย การกระทำสุดท้าย การอำลาครั้งสุดท้าย ฉันคิดว่าเรื่องราวในภาคนี้เหมาะสมที่จะเป็นบทสรุปของเรื่องราวของเอ็ดและลอเรน เพราะปีศาจในเรื่องนี้มีความแค้นส่วนตัวกับทั้งสองคน ซึ่งย้อนกลับไปหลายสิบปีใช่ไหม? และปีศาจตนนี้เป็นปีศาจที่อาฆาต กระหายเลือด และนำมาซึ่งความตาย
แพทริค วิลสัน: คำคุณศัพท์ดีมาก คุณเก่งเรื่องนี้จริง ๆ
เวร่า ฟาร์ไมก้า: เป็นปีศาจที่น่าหวาดกลัวอย่างแท้จริง และมันจะไม่มีวันหยุดจนกว่าจะได้ในสิ่งที่ต้องการ และสิ่งที่มันต้องการนั้นก็เกี่ยวพันกับตัวตนของเอ็ดและลอเรนอย่างลึกซึ้ง

แพทริค วิลสัน: เราต้องการเรื่องราวที่ดึงคนดูได้แบบนั้น และในขณะเดียวกัน สำหรับพวกเราเอง เราก็อยากเห็นทั้งเอ็ดและลอเรนอยู่ในสถานการณ์ที่ตกอยู่ในอันตราย แต่ก็มีช่วงเวลาแห่งความกล้าหาญด้วย รวมไปถึงการได้เห็นคนวัยกลางคนสองคนที่หันกลับมาทบทวนตัวเอง เหมือนที่ทุกคนทำ แล้วถามตัวเองว่า “เรากำลังทำอะไรกับชีวิตกันแน่?” ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่เอ็ดและลอเรนในจุดนั้นของชีวิต จะต้องมองไปยังอนาคตของลูกสาวพวกเขา ในขณะที่พวกเขากำลังส่งต่อบทบาทให้คนรุ่นใหม่ และไตร่ตรองว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไป ทั้งการเสียสละทางร่างกายและอารมณ์ มันหมายถึงอะไร ดังนั้นเรื่องนี้จึงต้องสื่อสารอารมณ์และธีมหลายชั้น ทั้งในฐานะคู่รักวัยกลางคนที่มองย้อนกลับไปยังชีวิตของตัวเอง มองไปยังคนรุ่นใหม่ แล้วตั้งคำถามว่า “เราทำได้ตามที่ตั้งใจไว้หรือยัง? ยังมีอะไรเหลือที่ต้องทำอีกไหม? หรือบางที…เราควรปล่อยวางและจากไปอย่างสงบ?” และนั่นแหละคือความขัดแย้งที่เราต้องการถ่ายทอด ซึ่งผมคิดว่าเราทำมันได้สำเร็จ
แล้วพลังจิตของลอเรนแสดงออกมาอย่างไร โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับลูกสาวอย่างจูดี้?
เวร่า ฟาร์ไมก้า: ลอเรน วอร์เรนตัวจริงเคยบอกฉันว่า ความสามารถทางจิตของเธอมันเหมือนมีสวิตช์เปิด-ปิด เธอสามารถเปิดใช้เมื่อจำเป็น หรือเมื่อเธอต้องการ และก็สามารถปิดมันได้ มันคล้ายกับการปรับคลื่นวิทยุแบบเก่าๆ คุณสามารถเร่งสัญญาณให้ชัดขึ้น หรือจะปิดเสียงไปเลยก็ได้ ซึ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเลือกของเธอ ตอนนี้ลอเรนอยู่ในช่วงพักจากทุกอย่างอย่างที่เธอตั้งใจไว้เอง สัญญาณของเธอก็เลยเหมือนถูกหรี่ลง เสียงเบาลง จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอก็ได้รับภาพนิมิตแรกแบบไม่ทันตั้งตัวขณะล้างจาน ลูกสาวของเธอ จูดี้ ได้รับพลังญาณหรือความสามารถทางจิตจากลอเรนมาเช่นกัน และลอเรนก็รู้ดีว่าสิ่งนี้อาจเป็นพรหรือคำสาปก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรายอมรับมันยังไง และรู้สึกอย่างไรกับมัน เหมือนแม่ทุกคนที่อยากเห็นลูกสาวมีความสุข ลอเรนก็หวังให้จูดี้ยอมรับพรสวรรค์นี้ ควบคุมมันให้ได้ และเติบโตขึ้นพร้อมกับความมั่นใจในพลังของตัวเอง เหมือนที่ลอเรนเชื่อมั่นในตัวจูดี้ แต่จนถึงตอนนี้ จากที่เราเห็นในภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ จูดี้ยังเป็นเด็กที่กลัวสิ่งเหล่านี้อยู่มาก

คุณอยู่ตรงไหนในแง่ของศรัทธาของเอ็ดและความสัมพันธ์ของเขากับจูดี้?
แพทริค วิลสัน: ในแง่ของศรัทธา ผมไม่คิดว่าเขาเคยสั่นคลอนเลย นั่นแหละคือสิ่งหนึ่งที่เอ็ดยึดมั่นมาตลอด ผมคิดว่าเขากลัวเรื่องสุขภาพของตัวเองหลังจากที่หัวใจวาย และแน่นอน สำหรับเขาในฐานะผู้ชายยุคเก่า ผู้ชายที่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัวและภรรยา ผมคิดว่าเขากำลังต่อสู้กับเรื่องนี้อยู่ เขาไม่อยากให้ปัญหาสุขภาพกลายเป็นอุปสรรค ส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าเขาอยากจะออกไปลุยข้างนอก เพราะมันทำให้เขารู้สึกมีชีวิตชีวา แต่เขาก็รู้ดีว่ามันส่งผลกระทบต่อลอร์เรนแค่ไหน
เวร่า ฟาร์ไมก้า: แต่ทั้ง 2 คนเป็นคู่หูที่ยอดเยี่ยม และพวกเขาก็รู้ดีว่าพวกเขาทำสิ่งนี้ไม่ได้ถ้าไม่มีอีกคน
แพทริค วิลสัน: ใช่ พวกเขาไม่มีทางทำได้แน่ๆ ถ้าไม่มีอีกฝ่ายเอ็ดก็แค่เดินวนอยู่ในห้องเฉยๆ เธออาจจะทำได้ด้วยตัวคนเดียวด้วยซ้ำ เอาตรงๆ เลยนะ แต่ถ้าพูดถึงจูดี้ผมคิดว่าเขาปกป้องเธอมาก เขาไม่ใช่พวกมีญาณทิพย์ ผมไม่คิดว่าเขารู้ตัวจริงๆ ด้วยซ้ำว่าเธอกำลังเริ่มมีพลังพิเศษอะไรแบบนั้น ผมมั่นใจว่าพวกเขาคงเคยคุยกันบ้างแหละ แต่เขาทำได้แค่เห็นใจ เขาไม่รู้หรอกว่ามันรู้สึกยังไง เพราะงั้นเขาเลยกังวลมากกว่าว่าโทนี่กับจูดี้จะได้เจอคนที่ใช่หรือเปล่า เขาค่อนข้างเป็นคนที่มองโลกตามความเป็นจริง เพราะเขาเป็นผู้ชายสายอนุรักษนิยม และนั่นก็เป็นอะไรที่สนุกเหมือนกัน ผมมักจะรู้สึกว่าน่าสนใจนะ เวลาได้เล่นเป็นคนที่มั่นคงในศรัทธา ประเพณี และหลักศีลธรรมของตัวเอง และต้องพยายามรักษามันไว้ โดยเฉพาะในช่วงที่สิ่งเหล่านั้นขัดแย้งกันเอง

ทั้งหมดนี้มันมารวมกันได้ยังไง และพาเขาทั้งสองมาถึงคดีนี้ได้อย่างไร?
แพทริค วิลสัน: เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีนี้แบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ จุดเริ่มต้นคือเรารู้ว่าจูดี้คือเป้าหมายหลักของเรา ลอร์เรนจับได้ว่าจูดี้กำลังมีปัญหา เราหาเธอไม่เจอ และเธอก็ทำอะไรนอกกรอบไปแล้ว จะเรียกว่า “แหกกฎ” ก็ได้ เธอเข้าไปในบ้านของครอบครัวหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก สิ่งที่ต่างออกไปจากหนังเรื่องก่อน ๆ คือครั้งนี้เราตามไปเพื่อจูดี้ ไม่ใช่เพื่อคดีหรือครอบครัวอื่นแบบที่เคยทำ ถึงแม้บางครั้งเราจะเข้าไปช่วยแบบไม่เต็มใจก็ตาม แต่นี่คือเรื่องราวที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เวร่า ฟาร์ไมก้า: ในหนัง The Conjuring ภาคก่อน ๆ จูดี้ยังไม่เคยยอมรับในพรสวรรค์ของเธอเลย นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นเธอลองสำรวจมัน แทนที่จะหนีมัน ในฐานะพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกวัยรุ่นธรรมดาคนหนึ่ง เราก็ต้องสอนให้เธอกล้าหาญและเข้มแข็ง แต่สำหรับจูดี้ มันยังมีอีกด้าน คือการสอนให้เธอเข้าใจญาณทิพย์ของตัวเอง จนถึงตอนนี้ ลอร์เรนพยายามหาทางให้เธอหลีกเลี่ยงมัน เช่นการหายใจเข้าออกลึก ๆ หรือท่องมนต์ เพื่อลดพลังหรือหลีกเลี่ยงมัน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราจะเห็นจูดี้เริ่มควบคุมชีวิตตัวเอง สำหรับลอร์เรน มันก็เหมือนพิธีส่งท้ายของความเป็นแม่ เป็นการปล่อยมือจากพวงมาลัย หลังจากที่พยายามปกป้องจูดี้มาตลอดทุกภาค มันคือสัญชาตญาณของความเป็นพ่อแม่ที่ฝังอยู่ในดีเอ็นเอของเรา ซึ่งเราเป็นพ่อแม่กันทั้งคู่ เรารู้ดีว่าวันหนึ่งในเส้นทางของการเป็นพ่อแม่ เราต้องตระหนักว่าถ้าเราไม่ยอมให้ลูกได้เจอกับความล้มเหลวหรือความผิดหวังบ้างเลย เขาก็จะไม่มีวันสร้างกล้ามเนื้อชีวิต ไม่รู้จักความกล้าหาญ ความแข็งแกร่ง หรือความอดทนที่จำเป็นต่อการเติบโตและการเอาตัวรอดในชีวิตจริง และนั่นแหละคือสิ่งที่เอ็ดกับลอร์เรนต้องเผชิญ มันเป็นเรื่องยากนะ การปกป้องลูกคือสิ่งที่พ่อแม่ต้องทำก็จริง แต่การเรียนรู้ที่จะปล่อยให้ลูกเติบโตด้วยตัวเอง คือสิ่งที่ลอร์เรนต้องเผชิญในครั้งนี้

พูดถึงการได้ร่วมงานกับผู้กำกับ ไมเคิล เชเวส หน่อย?
เวร่า ฟาร์ไมก้า: เชเวสนำความสุขมาเต็มเปี่ยมเลย เขาเต็มไปด้วยความสุข ความสามารถของเขาในการรู้สึกถึงความสุข และแสดงมันออกมา นั่นแหละคือสิ่งที่สวยงามที่สุดเกี่ยวกับเชเวส คือแค่ฉันหมุนตัวช้าๆ 180 องศา เขาก็ทำให้ฉันรู้สึกว่านั่นเป็นการหมุนหัวที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา แล้วเขาก็แสดงความตื่นเต้นออกมาแบบสุดๆ
แพทริค วิลสัน: “ไหนล่ะมุมไอคอนิก…? อ๊ะ นั่นแหละ มุมไอคอนิกของเธอ!”
เวร่า ฟาร์ไมก้า: แล้วระหว่างที่ฉันต้องคงสีหน้าให้นิ่ง เขาก็แสดงอารมณ์แบบสุดตัวอยู่ไกล ๆ เขานี่ช่างสดใสร่าเริงจริง ๆ แล้วเขาก็อินกับฉากน่ากลัวพวกนี้มาก ๆ วิธีที่เขานำทางเราผ่านฉากพวกนั้น
แพทริค วิลสัน: แล้วในแง่มืออาชีพ ตอนนี้เขาก็ทำหนังสยองขวัญมาแล้วสี่เรื่อง เขามีความมั่นใจมากขึ้น ความมั่นใจของเขา ความหลงใหลของเขา และเขาก็ผลักดันตัวเองด้านเทคนิคตลอด ซึ่งผมว่ามันยอดเยี่ยมมาก เขาอยู่ในจุดที่ดีมากสำหรับคนที่เคารพในแฟรนไชส์นี้ แต่ก็ยังสามารถใส่ความหลงใหล ทักษะ และสิ่งที่เขาเรียนรู้มาตลอดเส้นทางลงไปได้ และเขาก็ยังคงถามตัวเองว่า “เราจะพัฒนาตัวเองไปได้อีกแค่ไหน?” นั่นแหละคือเชเวสที่เราได้ร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งมันน่าตื่นเต้นมากจริงๆ

งานนี้แค่ได้รู้เรื่องการทำงานและความมุ่งมั่นของนักแสดงในแต่ละบทบาทแล้วก็บอกเลยว่ารอชมอย่างเดียวเลยจ้า ยังไงก็ฝากติดตามภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยน้า
คอลัมน์ “1 Day With ซุปตาร์”
โดย yimyim



