ทั้งนี้… โดยเฉลี่ยคนเราจะโกหกประมาณ 1-2 ครั้งต่อวัน แสดงว่าในวันหนึ่ง ๆ เราอาจต้องเจอคำโกหก และบางครั้งตัวเราเองก็เป็นคนสร้างคำโกหกขึ้นมาได้” ...นี่เป็น “ค่าเฉลี่ยต่อวันพฤติกรรมโกหก” ที่นักจิตวิทยาต่างประเทศพบจากการศึกษาวิจัย ซึ่งถ้าโกหกเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คงจะไม่อะไรเท่าไหร่…

แต่ก็มีที่ “โกหกเรื่องใหญ่เรื่องสำคัญ”

หากว่า “ไม่เท่าทันอาจมิใช่แค่เสียรู้”

แม้การ “มุสา” หรือ “โกหก” ก็เป็นหนึ่งในธรรมชาติของมนุษย์ แต่ก็ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่จะทำนิ่งเฉยหรือไม่ต้องใส่ใจ พฤติกรรมนี้ ซึ่ง ณ ที่นี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็จะพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูล-สะท้อนย้ำเรื่องนี้ให้พินิจกันอีก โดยเป็นข้อมูลจากที่นักวิชาการ แขนงวิชาจิตวิทยาสังคมพื้นฐานและประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เคยสะท้อนไว้ผ่าน รายการจิตวิทยาเพื่อคุณ ทางวิทยุจุฬาฯ คลื่น FM 101.5 MHz ซึ่งได้อธิบาย และแนะนำ“วิธีจับโกหก”ไว้น่าสนใจ

ทาง ผศ.ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา อาจารย์แขนงวิชาจิตวิทยาสังคมพื้นฐานและประยุกต์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการให้ความรู้ประชาชนไว้ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นวิธีจับโกหก พร้อมทั้งอธิบายถึงสาเหตุปัจจัยการโกหก โดยหลักใหญ่ใจความมีว่า… สาเหตุที่ทำให้คนพูดโกหกนั้น คนที่เลือกตัดสินใจจะ “โกหก” นั้นก็มีเหตุผลต่าง ๆ ได้มากมาย อย่างเช่น… เพื่อต้องการปกป้องจิตใจจากความเจ็บปวดและความขัดแย้ง ของตนเองหรือของผู้อื่น หรือ เพื่อความสะดวกสบาย ของตัวเอง หรือ เพื่อปกปิดการกระทำผิดศีลธรรมจริยธรรม หรือ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ หรือ เพื่อผลประโยชน์ โดย…

บางคนบางกรณี “โกหกสร้างภาพ”

ซึ่ง “ในวัดก็ยังมีการเมืองยิ่งต้องพินิจ”

นักวิชาการด้านจิตวิทยาท่านดังกล่าวได้อธิบายเรื่องการโกหกไว้อีกว่า… การโกหกนั้นสามารถเกิดขึ้นได้รอบ ๆ ตัว หรือในชีวิตประจำวันของคนเรา จากคนรอบข้างที่ได้สนทนาด้วย นอกเหนือจากพฤติกรรมโกหกที่เกิดขึ้นในคนที่ทำความผิดร้ายแร

ซึ่งโกหกเพื่อหวังให้ตัวเองรอดจากการสืบสวนสอบสวน-การถูกลงโทษ โดยการที่สามารถ “จับโกหก” ในสิ่งที่กำลังพูดคุย หรือได้ยินได้ฟัง “ถือเป็นทักษะที่จำเป็นมาก ๆ กับโลกในยุคปัจจุบัน” ซึ่ง…จะรู้ได้อย่างไรว่าคู่สนทนากำลังโกหก? หรือสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้นมีสัญญาณหรือเบาะแสอะไรที่จะช่วยบอกได้ว่าคนที่พูดกำลังโกหกอยู่? กับเรื่องนี้มีแนวทางจิตวิทยาที่สามารถนำมาใช้…

เกี่ยวกับการ“จับโป๊ะคนมุสาโกหก” นั้น นักวิชาการท่านเดิมบอกไว้ว่า… สังเกตได้จาก “สัญญาณพฤติกรรม” ต่าง ๆ ได้แก่… สัญญาณด้านอารมณ์ความรู้สึก เนื่องจากการพูดโกหก คือการพูดเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น หรืออาจเป็นสิ่งที่ผู้พูดไม่ได้เชื่อ-ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริง จึงทำให้ผู้พูดกลัวถูกจับได้หรืออาจละอายใจที่โกหก โดย การเสแสร้งที่ไม่ตรงกับอารมณ์ความรู้สึกจริง ๆ “ร่องรอยอารมณ์ความรู้สึกจะรั่วไหลทางสีหน้า ท่าทาง น้ำเสียง” ที่ยากจะควบคุมให้แนบเนียนได้ตลอดเวลา ซึ่งจะแสดงออกมาได้หลายอย่าง เช่นพูดเสียงสูงหรือต่ำกว่าปกติ พูดเร็วหรือดังกว่าปกติ พูดติดขัดหรือพูดผิดบ่อย ๆ

ถัดมา… สัญญาณที่เกี่ยวกับกระบวนการทางปัญญา ที่บ่งบอกว่าผู้พูดต้องใช้ความคิดมากกว่าปกติ หรือมากกว่าที่จำเป็นต้องใช้ในเวลาพูดความจริง เพราะผู้พูดโกหกจะต้องใช้สมองใช้ความคิดสร้างเรื่องราวขึ้นมา อีกทั้งต้องพยายามควบคุมสีหน้าท่าทางตัวเองให้ดูสมจริงสมจังไม่มีพิรุธ ซึ่งต้องใช้ความคิดจดจ่อพอสมควร ดังนั้น คนที่พูดโกหกจะมีกิริยาท่าทางที่แสดงให้เห็นถึงการที่ต้องใช้ความพยายามทางความคิดมาก กว่าปกติ เช่นตอบคำถามช้า มีท่าทีลังเลในการพูด และการเคลื่อนไหวร่างกาย การใช้มือประกอบ จะน้อยลงกว่าปกติ เพราะเกร็ง หรือเพราะจดจ่ออยู่กับการตั้งใจแต่งเรื่องที่โกหก

นอกจากนี้ สัญญาณต่อมาที่ก็มักพบบ่อย ๆ ในคนที่พูดโกหกคือ… สัญญาณลักษณะเรื่องราวและคำพูด ซึ่งหากผู้พูดไม่มีโอกาสเตรียมตัวซักซ้อมมาก่อน เรื่องราวที่เล่าจะไม่ค่อยราบรื่น หรือเนื้อหามักมีแต่ข้อมูลพื้น ๆ ไม่มีรายละเอียด หรือมีแต่ข้อมูลที่คลุมเครือ ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง ให้ชัดเจนเช่นไม่บอกเวลา ไม่บอกสถานที่แน่ชัดซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเรื่องโกหกเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดจริง เรื่องที่แต่งขึ้นโกหกไม่ได้เกิดจากประสบการณ์จริง จึงไม่สามารถมีรายละเอียดที่จำเพาะเจาะจงได้มากไปกว่าข้อมูลคร่าว ๆ ขณะที่ กรณีผู้โกหกเตรียมตัวมาดีเกินไป ก็จะดูเหมือนท่องบทมา และมักมีเรื่องราวที่ราบรื่นเกินไปจนดูไม่น่าเชื่อ …เหล่านี้เป็น3 สัญญาณพฤติกรรมสำคัญ” เพื่อใช้“จับสังเกตคนพูดมุสาพูดโกหก”

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ทิพย์นภา หวนสุริยา ยังได้เสริมข้อมูลไว้ด้วยว่า… นักจิตวิทยาในต่างประเทศเคยมีการวิเคราะห์คำพูดที่โกหก โดยพบว่า… การโกหกมักจะมีถ้อยคำที่แสดงความรู้สึกทางลบมากกว่าปกติ นอกจากนี้คนที่กำลังโกหกอยู่นั้น มักจะใช้สรรพนามเรียกตัวเองน้อยกว่าเวลาพูดเรื่องจริง และก็ มักจะพูดแบบไม่เต็มเสียง โดยเฉพาะกรณีที่การโกหกนั้นทำให้รู้สึกผิดหรือละอายใจที่โกหกโดยเฉพาะโกหกคนที่รักและไว้วางใจตนเอง …ซึ่งนี่เป็นกรณีในต่างประเทศ ส่วนในไทยนี่ไม่รู้สินะ??

ที่รู้แน่ ๆ คือ “ในไทยก็โกหกกันเนียน”

โดย “ชั้นเซียนทั้งในการเมืองในวัด”

ก็ย้ำ!!…ทักษะจับโป๊ะมุสานี่จำเป็น!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์