ทั้งนี้ เกี่ยวกับแนวคิดนี้ โดยสังเขปมีว่า… จะเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยตั้งเป้าว่าผู้ที่ผ่านหลักสูตรนี้จะสามารถนำความรู้ไปใช้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วย รวมถึงกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ ทั้งในครอบครัว ชุมชน หรือใช้ความรู้ในเชิงวิชาชีพ นำไปประกอบอาชีพ ซึ่งถ้าแนวคิดนี้ทำสำเร็จ…
จะเป็นการ “เพิ่มบุคลากร Caregiver”
เป็นการ “รองรับสังคมสูงวัยของไทย”
ทั้งยังเป็นการ “สร้างงาน–สร้างอาชีพ”
เกี่ยวกับเรื่องที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” หยิบยกมาสะท้อนต่อข้อมูล ณ ที่นี้…นี่สืบเนื่องจากที่มีการเปิดเผยไว้เมื่อเร็ว ๆ นี้ กรณีแนวคิดจัดทำ “หลักสูตรวิชาชีพ” เกี่ยวกับ“ผู้ดูแลผู้สูงอายุ”หรือ “Caregiver”เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมในยุคนี้ และเป็นการสร้างงาน-สร้างรายได้จากวิชาชีพดังกล่าวนี้ ซึ่งในทางสาธารณสุขจะเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หลังไทยก้าวสู่ “สังคมผู้สูงวัย” หรือ “Aging Society” แล้ว ทำให้ “อาชีพผู้ดูแล” หรือ “Caregiver” เป็นอาชีพที่มีความต้องการสูงขึ้นโดยทาง สธ. ได้เตรียมผลักดันนโยบายในการเตรียม“ระบบบริการดูแลผู้สูงอายุระยะยาว (Long Term Care : LTC)”เพื่อผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ทั้งนี้ ว่าด้วย “Caregiver”นี่ถือว่าเป็น “อาชีพที่มาแรงมาก” ในสังคมปัจจุบัน โดยตลาดแรงงานทั่วโลกต้องการผู้ที่ทำงานวิชาชีพทางด้านนี้มากขึ้น และในอนาคตก็จะยิ่งมาแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อันมีปัจจัยสำคัญมาจากการที่หลาย ๆ ประเทศต่างก็ก้าวสู่การเป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์นั่นเอง ซึ่งกรณี “ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง” ที่มีความจำเป็น “ต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด” กรณีนี้กำลังเป็นปัญหาของครอบครัวมากมาย ที่อาจจะไม่มีเวลา หรือมีขนาดครอบครัวที่เล็กที่ไม่มีสมาชิกครอบครัวที่จะทำหน้าที่นี้ได้ ดังนั้นจึงเกิด “ธุรกิจดูแล–อาชีพผู้ดูแล” ขึ้นมา อย่างไรก็ตาม หากจะจำแนก “ประเภทผู้ดูแล” ก็พบว่า…
ปัจจุบัน “มีนิยามแบ่งประเภท”…
โดย “แต่ละประเภทมีจุดที่ต่างกัน”
และสำหรับคำอธิบายเกี่ยวกับ “ประเภทของผู้ดูแล” นี่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็นำข้อมูลน่าสนใจมาสะท้อนต่อ จากที่มีการให้ข้อมูลไว้ใน วารสารการพยาบาลและการดูแลสุขภาพ ปีที่ 36 ฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม 2561 ผ่านบทความชื่อ “ทิศทางการพัฒนาผู้ดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในชุมชน” โดย กีรติ กิจธีระวุฒิวงษ์ และ นิทรา กิจธีระวุฒิวงษ์ อาจารย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีพุทธชินราช พิษณุโลก ซึ่งฉายภาพเกี่ยวกับผู้ดูแลประเภทต่าง ๆ ไว้ โดยสังเขปมีดังนี้…
ในแง่ของ “ความหมาย” นั้น… “ผู้ดูแล” หรือที่คำภาษาอังกฤษคือ “Carer” หรือ “Caregiver” เดิมนั้นมักเรียกในกลุ่มผู้ดูแลที่เป็นสมาชิกในครอบครัว หรือเพื่อน หรือเพื่อนบ้าน มากกว่ากลุ่มที่เป็นวิชาชีพ อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไปความหมายผู้ดูแลก็มีหลากหลาย มีหลายประเภทมากขึ้น ตามสภาพทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป หรือตามปัญหาและตามความต้องการที่แตกต่างกัน ทำให้มีการบริการและการให้ความช่วยเหลือที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลให้มีการให้ “นิยามใหม่”เกี่ยวกับผู้ดูแล
นิยามใหม่ที่ว่านี้ กล่าวคือ…“ผู้ดูแล (Carer)” ที่หมายถึง ผู้ที่ให้การดูแลญาติหรือเพื่อนบ้านที่เจ็บป่วย ทุพพลภาพ หรือสูงอายุ ที่ไม่สามารถดูแลจัดการตนเองที่บ้านได้โดยปราศจากการช่วยเหลือ ผู้ดูแลประเภทนี้จะไม่ได้รับค่าจ้างในการดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง, “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง (Caregiver)” นี่หมายถึง บุคคลที่ผ่านการอบรมตามหลักสูตร โดยคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ตามหลักสูตร 70 ชั่วโมง
และ “นิยามใหม่ของผู้ดูแล” นี่ก็ยังมีการจำแนกเป็น… “ผู้ดูแลแบบไม่เป็นทางการ (Informal caregiver)”ที่ก็หมายถึงผู้ดูแลโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง แต่เป็น ผู้ดูแลด้วยความสมัครใจบนพื้นฐานความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างผู้ดูแลกับผู้ที่ได้รับการดูแล เช่น คู่สมรส บุตร ญาติ หรือเพื่อน และ “ผู้ดูแลแบบเป็นทางการ (Formal caregiver)” ที่หมายถึง ผู้ดูแลที่ได้ค่าตอบแทนในการประกอบอาชีพจากการให้บริการ ที่มีทั้งส่วนที่ดำเนินงานโดยรัฐและเอกชน
ทั้งนี้ ในบทความโดย 2 อาจารย์วิทยาลัยพยาบาลดังกล่าวยังได้ระบุไว้ด้วยว่า… การแบ่ง “ผู้ดูแล” ระหว่างประเภท “เป็นทางการ” และ “ไม่เป็นทางการ” นั้น จะพิจารณาที่ค่าตอบแทนและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ป่วย-ผู้สูงอายุ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ดูแลที่เป็นทางการนั้นมักเป็นทางเลือกของครอบครัวที่ไม่สามารถให้การดูแลบุคคลที่ตนรักได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ทำให้บางครอบครัวมีจำนวนสมาชิกน้อย จนไม่สามารถมีคนที่จะทำหน้าที่ผู้ดูแลได้
อย่างไรก็ตาม แต่ก็ ยังมีหลายครอบครัวที่ใช้ “ผู้ดูแลแบบไม่เป็นทางการ” เช่น คู่สมรส บุตร หรือญาติ ที่ยอมเสียสละตัวเองเพื่อทำหน้าที่สำคัญนี้ เพื่อ “ดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ” ในครอบครัว ซึ่งชีวิตผู้ดูแลกลุ่มนี้ก็น่าตระหนัก
“คนในครอบครัวดูแลผู้สูงวัยเอง” ก็ดี
แต่ “ผู้ดูแลเองก็อาจมีปัญหาเสียเอง”
นี่ก็น่าคิด…ตอนหน้ามาพินิจกัน…
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



