นี่เป็น “ภาพในอดีต”ของพื้นที่ชุมชนแห่งนี้ ที่“แชมป์-สายนที ธรรมมะ” ผู้ใหญ่บ้าน ม.10 บ้านมาบเหียง ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี และผู้จัดการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง พาย้อนเวลาเพื่อฉายภาพสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่หลังจาก ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันแก้ปัญหา ก็ส่งผลให้หมู่บ้านนี้พลิกฟื้นกลายเป็น “หมู่บ้านต้นแบบ” ของทางจังหวัด ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปดูเส้นทางการพลิกฟื้นชุมชนของผู้คนที่หมู่บ้านแห่งนี้…

แชมป์-สายนที ธรรมมะ
“มะม่วงคือผลไม้เศรษฐกิจที่ดึงให้หมู่บ้านพลิกฟื้นกลับมามีความสุขอีกครั้ง” เสียงจาก“แชมป์-สายนที” ผู้ใหญ่บ้าน และผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงนอกฤดู “บ้านมาบเหียง” บอก พร้อมเล่าย้อนอดีตว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนั้นเกิดจาก “ความยากจน” ซึ่งต้นตอของปัญหามาจากการที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำพืชไร่ พวกมันสำปะหลัง ข้าวโพด ถั่วเหลือง เป็นหลัก แล้วเจอปัญหา “ภัยแล้ง” จึงส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย รวมทั้งเจอกับเรื่อง “ราคาผลผลิตตกต่ำ” ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ชาวบ้านไม่ค่อยได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากหมู่บ้านมาบเหียงเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอถึงเกือบ 40 กิโลเมตร ทำให้หน่วยงานราชการมองไม่ค่อยเห็นและเข้าไม่ถึง ทำให้ชาวบ้านเริ่มเป็นหนี้สิน และท้อถอยในอาชีพเกษตรกรของตนเอง จนหลายคนเลือกที่จะขายที่ดินทำกินแล้วย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่น หรือหลายคนก็หันไปดื่มสุรา ติดยาเสพติด เล่นพนัน จนนำสู่ปัญหาอาชญากรรม เช่น การลักเล็กขโมยน้อยในพื้นที่มากขึ้น ส่งผลให้คนยิ่งทยอยออกจากหมู่บ้านจนตอนนั้นที่นี่แทบจะเป็น “หมู่บ้านร้าง” แต่ก็ยังโชคดีที่มีชาวบ้านหลายคนมองว่าต้องช่วยกันทำอะไรสักอย่าง เพราะหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ที่นี่ก็คงต้องล่มสลายแน่ ๆ
“ตอนนั้นคุณตา (อดีตผู้ใหญ่บ้าน) และคุณพ่อ (สงคราม ธรรมมะ) ของผม ท่านเป็นผู้นำชุมชน เป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็เล็งเห็นแล้วว่าหากไม่ทำอะไรหมู่บ้านมาบเหียงจะกลายเป็นหมู่บ้านร้าง ท่านทั้งสองคนจึงตัดสินใจปั่นจักรยานระยะทาง 40 กิโลเมตรเข้าไปตัวอำเภอ เพื่อนำปัญหาไปปรึกษากับนายอำเภอและเกษตรอำเภอเพื่อหาทางแก้ปัญหา จนกลายเป็นจุดเปลี่ยน และเป็นจุดเริ่มต้นของบ้านมาบเหียงในวันนี้” แชมป์เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง

สงคราม ธรรมมะ คุณพ่อของแชมป์
หลังจากคุณตาและคุณพ่อของเขานำปัญหาไปปรึกษานายอำเภอและเกษตรอำเภอ ก็ได้คำแนะนำมาว่าในหมู่บ้านควรจะจับมือนั่งคุยกัน และทำเวทีประชาคมเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงช่วยกันกำหนดทิศทาง โดยในเวทีประชาคมก็ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของหมู่บ้านขึ้นมาว่า บ้านมาบเหียงจะเป็นแหล่งผลิตอาหาร “วิถีอินทรีย์” และจะใช้ “วิถีพอเพียง” เพื่อร้อยเรียงแหล่งความรู้ควบคู่กับการทำการ “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาประยุกต์ใช้ กำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเป็น บันได 3 ขั้น ได้แก่ 1.การสร้างงาน 2.การรวมกลุ่ม 3.การเชื่อมร้อยเครือข่าย
“โชคดีที่เราเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีกันอยู่ประมาณ 110 ครัวเรือน เป็นสังคมแบบเครือญาติ ก็เลยพูดคุยกันง่าย ผู้นำจะพาทำอะไรก็มักได้รับความร่วมมือ” แชมป์บอกข้อดีของชุมชนแห่งนี้
สำหรับ “มะม่วง” ที่เป็น “คีย์เวิร์ดในการพลิกฟื้นชีวิตบ้านมาบเหียง” ให้กลับมามีความสุขอีกครั้งนั้น แชมป์เล่าว่า หลังจากมีการพูดคุยผ่านเวทีประชาคมแล้ว ก็เริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่จากเกษตรพืชไร่ มาเป็น “ทำเกษตรพืชสวน” โดยคุณพ่อของเขาเป็นคนเริ่มทดลองจากมะม่วง เนื่องจากคุณพ่อนั้นปลูกมะม่วงพันธุ์พื้นเมืองไว้ในพื้นที่ที่เคยปลูกพืชไร่อยู่แล้วราว 10 ไร่ คุณพ่อจึงนำมาเริ่มทดลองดูแลเพื่อดูว่าจะขายสร้างรายได้ได้หรือไม่ ปรากฏว่าปีนั้นผลผลิตมะม่วงออกมาดี ขายส่งกิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งผลผลิตทั้ง 10 ไร่ ขายได้เงินมาประมาณ 130,000 บาท ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพืชไร่ที่เคยปลูก เช่น มันสำปะหลัง ในจำนวนไร่เท่ากัน แต่พืชไร่ขายได้รวมกันแค่ 25,000 บาทเท่านั้น เรียกว่ารายได้ต่างกันถึง 5 เท่า จากนั้นชาวบ้านก็เลยเปลี่ยนจากปลูกพืชไร่มาปลูกมะม่วงแบบจริงจัง โดยเริ่มจากชักชวนญาติพี่น้องให้ปรับพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังเป็นปลูกมะม่วง ซึ่งตอนนั้นก็ได้สมาชิกมา 10 ราย จากนั้นก็รวมตัวกันจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนขึ้นในปี 2552

ส่วนหนึ่งของสมาชิกกลุ่ม กับต้นมะม่วงที่ปลูก
แชมป์ ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ เล่าต่อไปว่า ถัดจากรุ่นคุณพ่อ เขาได้รับโอกาสให้รับไม้ต่อในการเป็นผู้ใหญ่บ้าน ควบคู่กับการทำหน้าที่ผู้จัดการวิสาหกิจชุมชน โดยเขาบอกว่า เกิดและเติบโตขึ้นมากับสวนมะม่วง เพราะคุณพ่อจะพาเข้าสวนมะม่วงมาตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งความจริงแล้วความฝันในวัยเด็กของเขานั้นไม่ได้อยากเป็นชาวสวน แต่อยากเป็นนักธุรกิจ อยากเป็นพ่อค้า ก็เลยเลือกเรียนปริญญาตรี สาขาธุรกิจการเกษตร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่หลังเรียนจบก็ไม่ได้ทำงานที่ไหน ตัดสินใจกลับมาทำงานอยู่ที่บ้าน เพราะตอนนั้นชอบคำว่าวิสาหกิจชุมชน เนื่องจากช่วงที่เรียนได้รู้จักธุรกิจหลากหลายประเภท และพบว่าวิสาหกิจชุมชนเป็นธุรกิจประเภทเดียวที่ไม่ได้มุ่งเน้นผลกำไรเป็นหลัก ก็เลยสนใจและอยากรู้ว่าธุรกิจวิสาหกิจชุมชนทำไปเพื่ออะไร? ก็เลยตัดสินใจกลับมาพัฒนาวิสาหกิจชุมชนบ้านมาบเหียงเพื่อหาคำตอบ ซึ่งได้คำตอบว่า จริง ๆ แล้ววิสาหกิจชุมชนเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือกันของเกษตรกร เป็นการรวมตัวกันเพื่อดูแลช่วยเหลือกัน ซึ่งการทำธุรกิจนั้นก็ต้องมีกำไร แต่ธุรกิจวิสาหกิจชุมชนจะเป็นกำไรในระดับที่ทุก ๆ คนพอใจ มีรายได้ไปด้วยกัน และที่สำคัญคือมีความสุขไปพร้อมกัน
หลังเริ่มต้นกลุ่มแล้ว แชมป์เล่าว่า เขาได้เข้ามาทำเรื่องการจัดการและช่วยในด้านการบริหาร โดยเฉพาะเรื่องของการ “รวมซื้อ” ที่เป็นการรวมซื้อปัจจัยการผลิตที่เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงต้องการ เพราะหากต่างคนต่างซื้อจะมีราคาสูง แต่ถ้ารวมกันซื้อในปริมาณเยอะ ๆ จะได้ราคาถูกลง และอีกเรื่องคือการ “รวมขาย” เพราะสมัยก่อนการขายมะม่วงนั้นชาวบ้านจะต่างคนต่างขาย ซึ่งมักจะถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง เช่น ตกลงกันที่กิโลกรัมละ 25 บาท แต่พอไปถึงจุดขายกลับบอกว่าเมื่อเช้าราคาตลาดตก จะรับซื้อแค่กิโลกรัมละ 20 บาท เกษตรกรก็จำใจต้องขาย เพราะไปถึงที่แล้ว และไม่อยากขนผลผลิตกลับ

“รวมขาย-รวมซื้อ” คีย์เวิร์ดความสำเร็จ
“ทางแก้ไขเรื่องนี้คือทำให้มะม่วงมีคุณภาพ พร้อมขยายกลุ่มเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิต เพื่อทำให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรอง ทำให้จากเริ่มต้นด้วยสมาชิก 10 ราย ก็ขยายเป็น 31 รายในเวลานี้ โดยมีพื้นที่ปลูกกว่า 1,600 ไร่ และอีกแนวทางคือ ไม่เข็นมะม่วงออกไปขายให้ตลาดไหน แต่ให้คนที่ต้องการเข้ามาซื้อเอง โดยกลุ่มจะมีการรวมขาย โดยจะไม่ได้รับซื้อ แต่ทำหน้าที่หาตลาด กับรวบรวมออร์เดอร์และผลผลิตไปขายให้ ซึ่งกลุ่มจะเก็บค่าบริการแค่กิโลกรัมละ 50 สตางค์ เป็นค่าบริหารจัดการ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคัดแยกเท่านั้น”แชมป์พูดถึงแนวทางแก้ปัญหาถูกกดราคา
นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ตอนนี้ปัญหาของเกษตรกรมีค่อนข้างเยอะ ทั้งปัญหาโควิด-19 ที่เคยเกิด ปัญหาชายแดน ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทางกลุ่มจึงมีแผนผลิตพืชมูลค่าสูง ที่จะใช้พื้นที่ไม่มาก แต่ทำให้ได้มูลค่าที่สูงขึ้น อย่างตอนนี้ได้นำ มะม่วงบ้านมาบเหียง ไปยื่นขอ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเอาไว้แล้ว ซึ่งถ้าได้มาก็จะช่วยให้ทำตลาด โมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ได้ง่ายขึ้น และเสริมการปลูกพืชสวนอื่น ๆ เช่น ปลูกฟักทองในพื้นที่ร่องปลูกมะม่วง เพื่อเสริมรายได้ เพื่อทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสำหรับต้นมะม่วงแก่ หรือต้นที่มีอายุมากแล้ว ก็จะไม่ปล่อยทิ้ง แต่ใช้สำหรับเพาะพันธุ์ด้วยการทำกิ่งพันธุ์จำหน่ายให้คนที่สนใจนำไปปลูก รวมถึงพยายามใช้ประโยชน์ของมะม่วงให้ได้มากที่สุด
ต้นมะม่วง 1 ต้น ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เช่น ผลก็เก็บขาย ดอกก็เก็บน้ำผึ้ง กิ่งที่ตัดแต่งลงมาก็นำไปเผาเป็นถ่านไบโอชาร์ซึ่งเป็นถ่านดูดกลิ่น ทำให้มูลค่าถ่านสูงขึ้นได้ หรือต้นมะม่วงที่ตายแล้วก็นำต้นที่ตัดมาทำเป็นขอนนำไปเพาะเห็ดมะม่วงได้ ส่วนใบก็นำมาทำเป็น Eco print ทำเป็นผ้าพิมพ์ลายใบไม้ หรือแม้แต่ผลมะม่วงที่ตกเกรดก็นำไปแปรรูปเป็นสินค้าต่าง ๆ ได้อีกด้วย …แชมป์อธิบายประโยชน์สารพัดของมะม่วง เพื่อย้ำถึงคุณค่าของมะม่วงที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกอย่าง โดยเขาบอกว่า ตอนนี้มะม่วงของกลุ่มแบ่งเป็นส่งออก 60% โดย มีตลาดส่งออก เช่น ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อีก 30% จะขายในประเทศไทย และส่งให้กับตลาดโมเดิร์นเทรดและขายผ่านตลาดออนไลน์อีก 8% ส่วนอีก 2% จะนำมาแปรรูป

“แม้ปีที่ผ่านมาหลายเจ้าได้รับผลกระทบจากปัญหามะม่วงล้นตลาด ราคาตก แต่กลุ่มเรายังขายได้ในราคาเดิม เพราะมีลูกค้ารองรับอยู่หลายตลาด หากส่งออกไม่ได้ เราก็ยังมีห้างสรรพสินค้า มีตลาดของฝาก ตลาดออนไลน์ ตลาดแปรรูป รองรับเอาไว้หลายช่องทาง หลายระดับ ทำให้ไม่เกิดผลกระทบเท่ากับเจ้าอื่น ๆ” แชมป์บอกเรื่องนี้
ก่อนจบการสนทนา “แชมป์-สายนที” ผู้จัดการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง ต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี บอกว่า ตอนนี้ “วิถีบ้านมาบเหียง” ดำเนินตามวิสัยทัศน์ที่ได้พูดคุยกันไว้ตั้งแต่ตอนแรกเกือบครบแล้ว ทั้งการ เป็นแหล่งผลิตอาหารอินทรีย์ ใช้วิถีพอเพียง ที่ดำเนินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงร้อยเรียงเป็นแหล่งความรู้ ซึ่งปัจจุบันบ้านมาบเหียงเป็นศูนย์เรียนรู้ และได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศปี 2567 ในการเป็นศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ก็ยัง มีเป้าหมายสุดท้ายที่จะทำให้สำเร็จให้ได้คือการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีชื่อเสียงของ จ.ปราจีนบุรี โดยเขาย้ำว่า “อยากทำให้ที่นี่เป็นจุดเช็คอิน และเป็นปอดให้ อ.ศรีมหาโพธิ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เข้ามานั้น นอกจากได้กินของอร่อยแล้ว…ยังได้สูดอากาศบริสุทธ์ด้วย…นี่เป็นเป้าหมายที่ตั้งใจจะไปให้ถึง”.

แรงหนุนสำคัญจากอดีตถึงปัจจุบัน
‘แรงหนุนความสำเร็จ’ จาก ‘ธ.ก.ส.’
“ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เป็นธนาคารที่เดินเคียงข้างกับทางกลุ่มของเรามาตั้งแต่ต้น” ทาง แชมป์–สายนที ผู้จัดการ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตมะม่วงนอกฤดูบ้านมาบเหียง บอกไว้ พร้อมเล่าว่า ทาง ธ.ก.ส. ได้เข้ามามีส่วนในชุมชนหลายเรื่องมาก เริ่มตั้งแต่ครั้งที่ชุมชนยังประสบปัญหา ธ.ก.ส. ก็เป็นหน่วยงานแรก ๆ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ทั้งเรื่องของเงินทุนที่ใช้สำหรับการปรับเปลี่ยนพื้นที่มาปลูกมะม่วง และนอกจากนั้นยังเข้ามาส่งเสริมการนำองค์ความรู้ และเทคโนโลยีกับนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาให้ชุมชนได้ศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้ เช่น ระบบน้ำอัจฉริยะ โดรนการเกษตร รวมถึงพาไปศึกษาดูงานที่ต่าง ๆ อีกทั้งยัง ส่งเสริมให้กลุ่มยกระดับตัวเองเป็น “ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง” และ ช่วยจัดตั้ง “ธนาคารต้นไม้” ด้วยการร่วมปลูกป่าชุมชน 10 ไร่ “ปี 2567 ที่ผ่านมาผลงานของกลุ่มสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ชุมชนอุดมสุขต้นแบบ ของภาคตะวันออก มาครองได้สำเร็จ” แชมป์เล่าไว้ถึงแรงหนุนสำคัญ และความสำเร็จ.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน



