ทั้งนี้ กับ “เรื่องทางเศรษฐกิจ” นั้น สิ่งที่รัฐบาลก่อน ๆ มีนโยบายไว้…ก็ต้องรอดูกันว่า “อะไรที่จะไปต่อ?-พอแล้ว?” ซึ่งก็น่าจะรวมถึงการหวังกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคท่องเที่ยว-จาก โครงการ “ทัวร์ริสต์ ดิจิเพย์ (Tourist DigiPay)”ที่รัฐบาลก่อนมีนโยบายไว้ นัยว่า… เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือครอง “สินทรัพย์ดิจิทัล” สามารถ “แปลงเป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่ายในไทย” ได้สะดวก–ปลอดภัย เพื่อจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย
“ทัวร์ริสต์ ดิจิเพย์” ก็ต้องรอดูว่ายังไง?
โดยที่มีมุมวิเคราะห์ “เวิร์ก?-ไม่เวิร์ก?”
เกี่ยวกับโครงการ “ทัวร์ริสต์ ดิจิเพย์” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล จากข้อมูลที่มีออกมาก่อนหน้านี้…เป็นความร่วมมือของหลายหน่วยงานรัฐ ซึ่งจะดำเนินการผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ที่ดำเนินการร่วมกับผู้ให้บริการ e-Money ภายใต้การดูแลของ ธปท. โดยมีการระบุไว้ว่า…โครงการนี้ไม่เพียงอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อไทยหลายด้าน โดยเฉพาะ “กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย-กระตุ้นเศรษฐกิจ”

ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ กับโครงการ “ทัวร์ริสต์ ดิจิเพย์ (Tourist DigiPay)” ที่ว่านี้ ทาง ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช นักวิชาการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้มีการวิเคราะห์และสะท้อนแง่มุมไว้ โดยทาง ศ.ดร.อาณัติ สะท้อนมุมมองต่อโครงการนี้ไว้ โดยสังเขปมีว่า… นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการนี้น่าจะไม่สนใจที่จะแลกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาทตามความคาดหวังโครงการ Tourist DigiPay เพราะทุกวันนี้สามารถใช้เงินคริปโตหรือบิทคอยน์ซื้อสินค้าได้โดยตรงอยู่แล้ว ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่าการที่โครงการนี้เกิดขึ้นเป็นเพราะรัฐบาลชุดก่อนเพียงแค่ต้องการ สร้างสภาพแวดล้อมสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นเทรนด์อนาคต อย่างไรก็ตาม แต่ ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจไม่คุ้มเมื่อเทียบผลเสีย โดยเฉพาะเป้าหมายที่ภาครัฐหวังจะให้โครงการนี้ช่วยแก้ปัญหาการฟอกเงินได้ด้วย
ตั้งเป้า “กระตุ้นเศรษฐกิจ–แก้ฟอกเงิน”
แต่ทว่า…“มีมุมวิเคราะห์ว่าไม่เวิร์ก??”
นักวิชาการคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ท่านเดิม ระบุไว้อีกว่า… ส่วนตัวมองว่าโครงการ Tourist DigiPay ของรัฐบาลชุดก่อนเป็นแค่การสร้างสีสัน ค่อย ๆ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์ดิจิทัลให้มากขึ้น แต่โฟกัสเฉพาะโครงการนี้ตรง ๆ โดยส่วนตัวแล้วค่อนข้างมั่นใจว่า… นักท่องเที่ยวต่างชาติคงไม่ค่อยสนใจ จึงไม่เห็นความจำเป็นว่าจะต้องจัดทำพื้นที่ Sandbox เพราะในความเป็นจริงนักท่องเที่ยวต่างชาติ และประชาชนทั่วไป สามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี บิทคอยน์ เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากร้านที่เปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องเสียเวลาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท

อีกทั้ง การใช้จ่ายผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 โดยในพ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ. 2501 ระบุเพียงว่า ห้ามมิให้มีการพิมพ์เงินเป็นของตนเอง และเงินบาทนั้นเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย กล่าวคือหากต้องชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามเวลาที่กำหนดไว้กับเจ้าหนี้ ก็จะต้องชำระเป็นเงินบาทเท่านั้น ไม่สามารถชำระด้วยเงินสกุลอื่นได้
“และการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายการควบคุมเงินตราระหว่างประเทศ” …นี่เป็นอีกส่วนจากที่ทาง ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช ได้ระบุไว้
ทั้งนี้ นักวิชาการท่านนี้ยังได้สะท้อนเพิ่มเติมไว้ว่า… เมื่อการใช้งานรูปแบบเดิมที่มีอยู่แล้วไม่ผิดตามกฎหมาย ดังนั้นกลุ่มเป้าหมายที่โครงการ “Tourist DigiPay”คาดหวังไว้ ก็อาจมองไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าร่วมโครงการนี้ ซึ่งการที่มีการเสนอไว้ก่อนหน้านี้ว่า…จะต้องแก้กฎระเบียบให้มีความพิเศษหรือยืดหยุ่นสำหรับการทดลองใช้งานตามโครงการดังกล่าวนี้ ก็ไม่เข้าใจว่า…เหตุใดจึงต้องทำ Sandbox นอกจากนี้ ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยบางแห่งก็เปิดรับการชำระเงินด้วยบิทคอยน์กันอยู่ก่อนแล้ว หรือการซื้อคอนโดฯ บางแห่งก็สามารถชำระด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลได้เช่นกัน จึงมองว่า… หากต้องการจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านวิธีนี้…คงไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ และยิ่งไปกว่านั้น ในแง่ของขั้นตอนที่ชาวต่างชาติจะแลกเปลี่ยนจากสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาทนั้นก็มีความซับซ้อนหลายขั้นตอนอีกด้วย ซึ่งจากปัจจัยต่าง ๆ นี้ อาจดึงดูดใจกลุ่มเป้าหมายได้ไม่มาก
ทางนักวิชาการท่านเดิมยังระบุไว้ด้วยว่า… ค่อนข้างเชื่อว่าผลลัพธ์ที่คาดหวังจากโครงการ “Tourist DigiPay” น่าจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐควรทำเร่งด่วนมากกว่าคือ…หาแนวทางแก้ไขปัญหาการฟอกเงินที่ได้ผลเนื่องจากปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งเหล่านี้คือเทรนด์อนาคตที่รุกคืบเข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ซึ่งเร็วหรือช้าเทรนด์นี้ก็คงจะเข้ามามากขึ้น ดังนั้นไทยจำเป็นจะต้องเตรียมการรับมืออย่างจริงจังโดยควรศึกษาจากกรณีของหลาย ๆ ประเทศ เช่น สิงคโปร์ ดูไบ ที่มีระบบ Blockchain Analytics ทั้งหมด เพื่อติดตามการไหลของสินทรัพย์ และตรวจจับกิจกรรมน่าสงสัย …นักวิชาการระบุไว้
“Tourist DigiPay”ก็ “รอดูรัฐบาลใหม่”
และรวมถึง “รอดูนโยบายสู้ฟอกเงิน”
กับ 2 เรื่องเกี่ยวเนื่องนี้ “จะยังไง??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



